การดูแลความงามระหว่างตั้งครรภ์ คุณแม่ทำได้เองง่ายๆ

ถึงแม้การตั้งครรภ์จะทำให้ผู้หญิงหลายคนเปลี่ยนสถานะเป็นคุณแม่ ไม่ว่าจะทำอะไรจำต้องโฟกัสไปที่ลูกน้อยเป็นอันดับหนึ่ง แต่ขึ้นชื่อว่า “ผู้หญิง” ย่อมเป็นเพศที่รักสวยรักงาม แม้จะตั้งครรภ์แต่จะมาปล่อยตัวปล่อยใจให้โทรมน่ะไม่มีทางเสียหรอก เรามีวิธีการดูแลความงามระหว่างตั้งครรภ์มาแนะนำสำหรับบรรดาคุณแม่ทั้งหลาย ให้หันมาดูแลตัวเองจนสวยพริ้งแบบไม่ต้องรอหลังคลอด มาไขข้อข้องใจไปพร้อมๆ กันเลยค่ะ

Beautiful Mommy การดูแลความงามระหว่างตั้งครรภ์

ปกติเมื่อตั้งครรภ์ร่างกายของผู้หญิงก็จะเริ่มเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับฮอร์โมนตลอดจนด้านกายภาพ คุณแม่บางท่านมีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านสรีระและอารมณ์ ซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนหลายชนิด ทำให้ผิวพรรณมีการเปลี่ยนแปลงไปจนมักก่อให้เกิดความกังวลใจกับคุณผู้หญิงไม่น้อย ดังนั้นเราต้องมารับรู้ถึงภาวะปกติและไม่ปกติที่เกิดขึ้นกับผิวพรรณขณะตั้งครรภ์เพื่อจะได้รับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นโดยไม่ต้องกังวลกันอีกต่อไปค่ะ

ผิวเปลี่ยนไปเมื่อตั้งครรภ์

รอยคล้ำ : พอตั้งครรภ์แล้ว ฮอร์โมนเพศหญิงในร่างกายจะสูงขึ้น จึงทำให้เซลล์สร้างเม็ดสีทำงานมากกว่าปกติส่งผลให้คุณแม่ผิวคล้ำขึ้นตั้งแต่ช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ และมักจะคล้ำขึ้นเรื่อยๆ จนคลอดบุตร แต่หลังจากคลอดแล้ว สีผิวจะค่อยๆ จางลงเอง โดยสังเกตได้ว่าบริเวณข้อพับหรือส่วนต่างๆ ของร่างกายจะมีสีเข้มขึ้นตั้งแต่รักแร้ ขาหนีบ ต้นขาด้านใน รวมถึงหัวนมและอวัยวะเพศ

กระ ฝ้า : ฝ้าเกิดจากการเพิ่มจำนวนเม็ดสีที่ผิวหนัง เป็นผื่นสีน้ำตาล ที่ใบหน้าหรือบริเวณที่ถูกแสงแดด มักจะเกิดขึ้นทีละช้าๆ และเป็นเหมือนกันทั้ง 2 ข้างของใบหน้า ส่วนกระเนื้อเป็นตุ่มสีน้ำตาลหรือสีดำก้อนเล็กๆ ผิวเรียบหรือขรุขระ มักพบบริเวณใบหน้า คอ หรือลำตัว บางส่วนจะหายไปเองหลังคลอด หรือเกิดจากการติดเชื้อราที่ผิวหนัง เนื่องจากคุณแม่มักขี้ร้อนและเหงื่อออกง่ายทำให้เกิดเชื้อราบริเวณที่อับชื้นหรือซอกพับต่างๆ ได้ง่าย เช่น คอ ใต้ราวนม รักแร้ ขาหนีบ ซึ่งกระเนื้อจะไม่หายไปหลังคลอด แต่ต้องให้คุณหมอตัดหรือใช้เลเซอร์จี้ออก

สิว : การตั้งครรภ์ทำให้มีสิวขึ้น แต่ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคนเพราะคุณแม่บางท่านพอตั้งครรภ์กลับดูผ่องสวย บางท่านกลับสิวเห่อก็เป็นได้ เนื่องจากผู้หญิงแต่ละคนจะมีตัวรับฮอร์โมนไม่เท่ากัน ทำให้การตอบสนองจากการตั้งครรภ์แตกต่างกันไป ส่งผลให้คุณแม่บางท่านสิวเห่อตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์และจะเห่อไปเรื่อยๆ จนอายุครรภ์ประมาณ 5 เดือน หลังจากนั้นก็จะเริ่มน้อยลงไป

รอยแตกลาย : เป็นปัญหาหนักใจที่สุดก็ว่าได้สำหรับคุณแม่หลายท่านเกิดขึ้นจากการยืดตัวของผิวหนังขณะตั้งครรภ์ มักพบบริเวณหน้าท้อง สะโพก ก้น หน้าอก ต้นขา อาจเป็นสีชมพู ม่วง หรือดำในคนผิวคล้ำ บางคนอาจมีอาการคันร่วมด้วย หลังคลอดอาจจางลงได้เล็กน้อย

ปัญหาหนักใจดูแลยังไงไม่ให้ผิวแตกลาย

ปัญหาหนักใจของคุณแม่ยามตั้งครรภ์คงไม่พ้นรอยแตกลายไม่เพียงแต่เฉพาะหน้าท้องเท่านั้น ยังรวมในส่วนอื่นๆ ของร่างกายอีกด้วยเพราะฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงจากการตั้งครรภ์ยังทำให้ตัวคุณแม่บวมขึ้นทั้งหน้าอก เต้านม หน้าท้อง และลุกลามไปถึงร่องข้างๆ ก้น ปัญหานี้เกิดจากการขยายตัวของผิวหนังในขณะที่เด็กเจริญเติบโต ทำให้เส้นใยโปรตีน คอลลาเจนและอีลาสตินบริเวณผิวหนังถูกยืดออก โดยเฉพาะช่วงใกล้คลอด การที่คุณแม่น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่ผิวหนังจะขยายตัวได้ทันจนทำให้เกิดรอยแตกนั้นเอง แต่ถึงอย่างไรก็ยังสามารถดูแลป้องกันรอยเหล่านี้ได้

เมื่อเริ่มตั้งครรภ์อ่อนๆ ควรเพิ่มความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่นให้กับชั้นผิว ด้วยการทาครีมบำรุงผิวอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผิวหนังหน้าท้องมีความชุ่มชื้น และยืดหยุ่น รองรับกับการขยายตัวอย่างรวดเร็วในช่วงตั้งครรภ์

ควรเลือกครีมสูตรเฉพาะสำหรับผู้ตั้งครรภ์ เนื่องจากต้องหลีกเลี่ยงสารบางตัว เช่น วิตามินเอที่มีผลต่อการพัฒนาของเด็กในครรภ์ช่วง 1-3 เดือนแรก การเลือกครีมนั้นคุณแม่สามารถเลือกได้คือ 1.ครีมทาป้องกันท้องลายที่มีขายตามท้องตลาดทั่วไป 2.พวกครีมที่เป็น Moisturizer 3.พวกน้ำมันมะกอกหรือเบบี้ออยล์ วิธีการเลือกใช้ในช่วงสามเดือนแรกควรคำนึงถึงกลิ่นด้วย เพราะคุณแม่บางอาจไม่ถูกกับกลิ่นดังกล่าวก็เป็นได้

วิธีการทาครีม ควรแบ่งครีมออกเป็น 2 ชุด โดยหนึ่งกระปุกเอาไว้ในห้องน้ำ หลังอาบน้ำเช้าเย็นให้เช็ดตัวหมาดๆ แล้วทาครีมจะสามารถดูดซึมได้ดีขึ้น กับอีกกระปุกเล็กๆ พกใส่กระเป๋าเมื่อออกไปนอกบ้าน เวลาเข้าห้องน้ำทุกครั้งให้ทาบริเวณหน้าท้อง และร่องข้างๆ สะโพก จะช่วยสร้างความชุ่มชื้นให้กับผิว โอกาสแตกลายก็จะมีน้อยลง

หลีกเลี่ยงการอาบน้ำร้อนและไม่ควรอาบน้ำนานเกินไป เพราะจะทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้น ดูไม่มีชีวิตชีวา ผิวแห้งและเกิดอาการคันได้

ห้ามเกาเวลาคันบริเวณที่ผิวแตกลายเพราะการเกาจะไปเพิ่มอาการบาดเจ็บของผิวหนัง โอกาสที่ผิวบริเวณนั้นๆ จะแตกลายก็มีมากขึ้น สิ่งที่ควรทำคือเมื่อเกิดอาการคันให้หยิบครีมมาทาทันที

เป็นคุณแม่ผิวสวยได้ไม่ยาก

ริ้วรอยบางประเภทถึงแม้จะไม่สามารถรักษาให้หายได้ทันที แต่ก็ป้องกันไม่ให้เกิดเพิ่มขึ้นได้ ด้วยการปรับการดำเนินชีวิตของคุณแม่นั่นเอง โดยดูแลจากภายในเรื่องอารมณ์ให้แจ่มใสไม่เครียดและนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ หมั่นกินผัก ผลไม้ อาหารที่ดีต่อสุขภาพเพราะนอกจากจะดีต่อลูกน้อยในครรภ์แล้ว ยังส่งผลมาถึงผิวพรรณ และควรดื่มน้ำเปล่ามากๆ เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว ส่วนการดูแลภายนอกก็ไม่ควรละเลยเช่นกัน

หากคุณแม่ต้องออกนอกบ้านหรือต้องเผชิญกับแสงแดด สามารถดูแลได้โดยการใช้ครีมกันแดดเป็นประจำ เพราะช่วงตั้งครรภ์ผิวอาจคล้ำขึ้นได้ง่ายมากไม่เพียงแต่แสงแดดเพียงแค่ไฟนีออนแรงๆ ก็อาจทำให้เป็นฝ้าได้ จึงอย่าลืมทาครีมกันแดดที่ใบหน้า คอ แขน ขา เพื่อลดรอยคล้ำ ป้องกันกระ ฝ้า ถ้าเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด ให้สวมหมวกหรือกางร่มเมื่อออกกลางแจ้ง

หลีกเลี่ยงยาในกลุ่มที่มี AHA หรือการใช้ยาลดรอยดำที่มีกรดวิตามินเอเป็นส่วนประกอบ เพราะจะส่งผลต่อเด็กในครรภ์ ควรหมั่นทาเจลหรือโลชั่นเป็นประจำเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้แก่ผิว

เมื่อมีสิวเห่อ ส่วนใหญ่สิวที่เห็นเมื่อตั้งครรภ์เกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมนของคุณแม่ ดังนั้นแม้จะระดมใช้ยารักษาก็ไม่เกิดผลและสิ้นเปลืองควรปรึกษาคุณหมอดีที่สุด งดยาทาสิวบางชนิดรวมถึงการทำไอออนโตโฟโน หรือเครื่องมือต่างๆ ที่สำคัญเมื่อมีสิวขึ้น อย่าแกะหรือบีบสิว เพราะเมื่อสิวหายแล้วจะทิ้งรอยดำหรือรอยแผลเป็นไว้อีกนาน ให้ล้างหน้าสะอาดวันละ 2-3 ครั้ง ด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่อ่อนโยนและปราศจากน้ำมัน

ไม่ควรละเลยการดูแลผิวหน้าเพราะครีมบำรุงที่มีการรับรองมาตรฐานยังสามารถใช้ได้ การดูแลที่ดีคือการล้างหน้าให้สะอาด เครื่องสำอางที่ใช้ก็ควรมีส่วนผสมที่มาจากธรรมชาติ ควรหลีกเลี่ยงพวกที่มีสารปรอทปนเปื้อน งดอาหารบางชนิดที่ก่อให้เกิดสิวมากขึ้น เช่น ช็อกโกแลต ของหวาน อาหารมันๆ

ควรสระผมให้สะอาดหรือรวบผม คุณแม่บางท่านเมื่อตั้งครรภ์อาจมีผมร่วงหรือผมมันกว่าเดิม เพราะฉะนั้นถ้าผมยาวแล้วไม่ได้สระให้สะอาดจะทำให้สกปรก และเมื่อเส้นผมโดนผิวหน้าอาจก่อให้เกิดสิวก็ยิ่งขึ้นได้

คุมน้ำหนักคุณแม่อย่างปลอดภัยไม่ให้อ้วน

น้ำหนักหลังคลอดที่เพิ่มขึ้นมากเกินไปทำให้คุณแม่ต้องหันมาใส่ใจควบคุมน้ำหนักระหว่างตั้งครรภ์กันสักนิด ปกติการตั้งครรภ์ของคุณแม่ใน 3-4 เดือนแรกน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจะเป็นน้ำหนักของคุณแม่ไม่ใช่ของลูก ส่วนหลังจาก 5 เดือนขึ้นไปคุณแม่ควรจะควบคุมน้ำหนักไม่ให้เกินครึ่งกิโลกรัมต่อหนึ่งสัปดาห์ อาหารหลักที่ควรเลือกทานคือพวกโปรตีนโดยเฉพาะเนื้อปลาต่างๆ การดื่มนมก็ควรจะเป็นนมจืดพร่องมันเนย สำหรับคุณแม่ที่ชอบการทานของว่างนั้นควรเป็นผลไม้ที่ไม่หวานจัดมาก เช่น ส้ม มะละกอ แทนที่จะเป็นเบเกอรี่ ซึ่งเป็นผลดีมากกว่าเพราะเมื่อหลังคลอด บุตรน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นขณะตั้งครรภ์จะได้ไม่มากเกินไปจนทำให้อ้วน อีกทั้งยังลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคเบาหวานได้

การเสริมสวยระหว่างตั้งครรภ์

คุณแม่ทั้งหลายยังสามารถทำได้ปกติ ส่วนการทำเล็บหรือทำสีผมที่มักเป็นข้อข้องใจนั้นก็ยังสามารถทำได้แต่มีข้อควรระวัง เพราะเมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์เยื่อจมูกจะบอบบางต่อการได้กลิ่นอย่างมาก ทำให้เวลาทำสีผมคุณแม่อาจจะระคายเคืองต่อกลิ่น ฉะนั้นหลีกเลี่ยงได้จะดีกว่า อาจจะเปลี่ยนเป็นการตัดผมสั้นเพื่อไม่ให้ร้อน อีกทั้งกิจกรรมทำสวยอย่าง นวดตัว ขัดผิว ทำสปา สามารถทำให้ทั้งหมด แต่ขณะทำควรระวังท่าทางการนอนไม่ให้กดทับหลอดเลือดซึ่งส่งผลกระทบต่อเด็กในครรภ์ เรื่องการแต่งตัวควรปรับให้เหมาะสมกับสรีระที่เปลี่ยนไป ซึ่งปัจจุบันนี้แฟชั่นสำหรับคนท้องก็มีมากมายให้เลือกหา แต่แฟชั่นบางอย่าง เช่นการใส่รองเท้าส้นสูงควรหลีกเลี่ยง

กังวลเรื่องอกหย่อนคล้อย

เมื่อตั้งครรภ์หน้าอกคุณแม่จะเริ่มขยายใหญ่ขึ้น ซึ่งหลายท่านอาจกังวลใจเรื่องหน้าอกหย่อนคล้อย แต่ถึงอย่างไรคุณแม่ก็ห้ามทาครีมกระชับหน้าอกเด็ดขาด เพราะนอกจากทาครีมแล้วการที่จะต้องนวดหน้าอกไปด้วยนั้นมีผลเสีย เนื่องจากการนวดหน้าอกจะเป็นการไปกระตุ้นให้มดลูกบีบตัว ส่งผลให้คุณแม่อาจคลอดก่อนกำหนดหรือเกิดอาการแท้งได้ ฉะนั้นสิ่งที่แนะนำคือการใส่ยกทรงให้พอดีกับหน้าอกที่ขยายเพิ่มขึ้นเพื่อให้หน้าอกไม่รัดแน่นหรือหย่อนเกินไป และจากนั้นหลังคลอดบุตรแล้วจึงค่อยมาบริหารหน้าอกให้กระชับอีกครั้ง

ข้อปฏิบัติสำหรับคุณแม่อยากสวย

อย่าเป็นกังวลมากเกินไปคุณแม่ต้องเข้าใจก่อนว่าฮอร์โมนจากการตั้งครรภ์จะหายไปก็ต่อเมื่อหลังคลอดบุตรแล้ว 2 เดือน เมื่อนั้นร่างกายที่เคยเปลี่ยนแปลงก็จะกลับมาเป็นปกติอีกครั้ง สิ่งที่ต้องคิดอันดับแรกเลยคือถ้าคุณแม่สุขภาพจิตดีลูกในท้องก็จะแข็งแรง 

EXPERT SAYS :

แพทย์หญิงธิศรา วีรสมัย
สูตินรีแพทย์ และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยโรงพยาบาลพญาไท 1

คุณแม่ไม่ควรกังวลเกินความจำเป็นเพราะเมื่อตั้งครรภ์ร่างกายจะเปลี่ยนแปลงมากมายทำให้รู้สึกว่าไม่ใช่คนเดิม เช่นก่อนตั้งครรภ์เคยสวย และดูดีมากทำให้เมื่อตั้งครรภ์อาจจะรับสภาพการเปลี่ยนแปลงของตนเองไม่ได้ คำเตือน คืออย่าไปฟังผู้อื่นที่ไม่ใช่แพทย์ และหาผลิตภัณฑ์มาใช้รักษาเองเพราะส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์นั้นๆ อาจกระทบต่อลูกในท้องได้ ฉะนั้นการจะไปทำอะไรกับร่างกายขณะตั้งครรภ์อยู่อาจจะเป็นโทษมากกว่าอีกทั้งยังทำให้สิ้นเปลืองด้วย