Cosmetic  Skin

Erase Aging with a Facelift

ปฏิบัติการเช็คบิลความชราบนใบหน้า

Skib-37_open

เราคงเคยได้ยินกันมาบ่อยๆ จนชินหูว่า คนโน้นคนนี้เขาไป “ดึงหน้า”มา ใบหน้าถึงได้ดูอ่อนเยาว์สวนทางกับอายุที่แท้จริงอย่างไม่น่าเชื่อ แต่จะมีสักกี่คนที่ทราบว่า การดึงหน้านั้นแท้ที่จริงมันหมายถึงอะไร แล้วทำกันอย่างไร คอลัมน์ Skin ฉบับนี้ ขออาสาไขปริศนาคาใจดังกล่าว

เฟซลิฟท์ หรือ “การดึงหน้า” อย่างที่ึเราคุ้นหูกัน มาจากคำฝรั่งว่า Facelift ซึ่งแปลตรงตัวว่า “การยกหน้า” เพราะฝรั่งอาจมองว่า พอแก่ตัวลง เนื้อหนังมันต้านแรงดึงดูดของโลกไม่ไหวเลยหย่อนยานไปตามวัย โดยเฉพาะหนังหน้า ดังนั้นจึงต้องใช้วิธี “ยกหน้า” ที่มันตก ให้กลับกระชับขึ้นมาถึงจะถูก

การดึงหน้า หมายถึง ขั้นตอนทางศัลยกรรมที่ช่วยทำให้ใบหน้าดูอ่อนเยาว์กว่าเดิม ในทางเทคนิคมีชื่อเรียกว่า Rhytidectomy ศัลยกรรมความงามแขนงนี้ จะทำการปรับรูปหนึ่งในสามของใบหน้าช่วงล่างด้วยการตัดผิวหน้าส่วนเกินออกไป ขั้นตอนการดึงหน้ายังรวมถึงการกระชับเนื้อเยื่อที่รองรับอยู่ข้างใต้ และเพื่อให้ได้ผลดีที่สุดการดึงหน้าควรจะทำควบคู่ไปกับขั้นตอนเสริมที่จัดการกับส่วนของหน้าผาก แก้ม คิ้ว และที่ตาด้วย สถิติบ่งชี้ว่าการดึงหน้ากำลังเป็นที่นิยมเพิ่มมากขึ้นทั้งในบุรุษและสตรี

การดึงหน้าครั้งแรกเกิดขึ้นในนครเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี โดยศัลยแพทย์นาม ยูเจน ฮอลแลนเดอร์ (Eugen Hollander) เมื่อ ปี 1901 ส่วนนิยามของการดึงหน้า หรือ rhytidectomy ดังที่ปรากฏในพจนานุกรมการแพทย์ของ Medilexicon คือ “ตามรูปศัพท์หมายถึง การตัดรอยย่นบนใบหน้าออกไปมักจะหมายถึง การทำศัลยกรรมเพื่อฟื้นฟูให้ส่วนของแก้มและลำคอกระชับขึ้น ด้วยการทำให้โครงสร้างที่รองรับใบหน้าแน่นขึ้นพร้อมทั้งตัดผิวหนังส่วนเกินออกไปด้วย เรียกว่า facelift ก็ได้”

ใครที่เหมาะสมจะทำศัลยกรรมดึงหน้า

การดึงหน้านั้นเหมาะสำหรับคนที่มีปัญหาริ้วรอยเหี่ยวย่นที่ค่อนข้างชัดเจนกล่าวคือ เหมาะสำหรับคนที่อายุมากแล้วนั่นเอง เพราะแน่นอนว่ายิ่งอายุมากขึ้นๆ ผิวหนังก็จะเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา ครั้นจะใช้เพียงครีมลบเลือนริ้วรอย ย่อมไม่เป็นการเพียงพอแน่นอน แต่สำหรับคนที่มีปัญหาริ้วรอยเพียงนิดๆหน่อยๆไม่แนะนำให้ใช้วิธีนี้ เนื่องจากต้องทำการผ่าตัด อีกทั้งค่าใช้จ่ายในการดึงหน้าแต่ละครั้งนั้นค่อนข้างสูงเอาการทีเดียว เรียกว่าเจ็บทั้งที่ตัวและที่กระเป๋าตังค์ยกกำลังสองเลย

ขั้นตอนของการดึงหน้า

1.ศัลยแพทย์จะให้คนไข้ดมยาสลบ

2.ศัลยแพทย์จะเริ่มจากการเปิดแผลบริเวณเหนือหูขึ้นไปถึงบริเวณขมับ โดยผ่านผิวหนังหลังแนวผมเข้าไปตามขอบใบหูด้านหน้า และอาจจะเว้าขึ้นไปที่ติ่งหน้ารูหูเล็กน้อย แล้วต่อลงมาที่ติ่งหูด้านล่าง โค้งอ้อมติ่งหูไปทางด้านหลังหูตรงบริเวณซอกหลังใบหูขึ้นไปจากนั้นจึงลากผ่านเข้าไปในผมอีกที เพื่อซ่อนแผลไว้ในแนวเส้นผม

3.ศัลยแพทย์จะเปิดผิวหนังส่วนบนของใบหน้าหรือส่วนที่หย่อนยานขึ้นเมื่อเปิดได้กว้างพอแล้วจึงเปิดยกผืนพังผืดและกล้ามเนื้อขึ้นอีกชั้นหนึ่ง เพื่อจะได้ดึงให้ตึงเป็น 2 ชั้น (คือชั้นตื้นและชั้นลึก) จากนั้นก็จะเริ่มจัดการกับกล้ามเนื้อต่างๆ ที่มีผลต่อริ้วรอยของใบหน้า เช่น กล้ามเนื้อหางตา กล้ามเนื้อหน้าผาก ระหว่างคิ้ว กล้ามเนื้อที่คอด้านข้าง ศัลยแพทย์ก็จะจัดการเย็บขึงให้ตึงขึ้น แล้วเย็บติดกับส่วนที่แข็งแรงเพื่อตรึงเอาไว้เป็นแห่งๆ เมื่อเรียบร้อยแล้วจึงจะดึงหนังส่วนบนให้ตึง และตัดหนังส่วนเกินที่หย่อนออกไป จากนั้นก็เย็บผิวหนังปิดเข้ากับที่ใหม่ด้วยไหมเล็กๆ ให้แข็งแรงเป็นชั้นๆ อีกที

4.หลังทำการผ่าตัดศัลยแพทย์อาจจะใส่ท่อเล็กๆ สำหรับช่วยดูดเลือดที่ซึมเล็ก ซึมน้อยจากการผ่าตัดออก เพื่อช่วยป้องกันเลือดที่จะค้างคาหลังจากเย็บแผลเรียบร้อยแล้ว ท่อนี้จะเอาออกให้ในเวลาไม่นานนัก อาจจะเป็น 1-2 วัน เท่านั้น

การดึงหน้าแบบมาตรฐานนั้น จะมีการผ่าตัดจากตรงตำแหน่งส่วนหน้าของใบหูขยายไปจนถึงแนวผมหรือไรผม มีการผ่าตัดในทิศทางลงไปจากส่วนหน้าของใบหู อ้อมข้างใต้หู แล้ววกขึ้นไปหลังใบหู ถ้าจำเป็น เนื้อเยื่อของใบหน้าส่วนที่อยู่ลึกลงไปจะต้องให้กระชับด้วยและต้องมีการตัดผิวหนังส่วนเกินออกไป รอยผ่าตัดจะถูกปิดด้วยการเย็บแผลหรือด้วยการใช้ Stapleในบางราย อาจต้องใช้ท่อระบายวางไว้หลังใบหูเพื่อระบายเลือดและของเหลวส่วนเกินออกไป ท่อที่ใช้ระบายจะเอาออกได้ภายในหนึ่งหรือสองวันหลังการผ่าตัด จากนั้นจึงใช้ผ้าพันแผลมาพันไว้

เทคนิคทางศัลยกรรมใหม่ในการดึงหน้า

ทางเลือกใหม่ๆ ทางศัลยกรรมนั้นมีพัฒนาการอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา ความก้าวหน้าเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อพัฒนากระบวนการด้านความงามให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป ประกอบด้วย

เลเซอร์ : ขั้นตอนการดึงหน้าที่เรียกว่า Laser Neck และ Liposculpture and Resurfacing นั้น ล้วนต้องใช้เลเซอร์ จะทำเช่นนี้ได้ผ่านรอยผ่าขนาดหนึ่งนิ้วใต้คางโดยใช้เพียงยาสลบเฉพาะที่เท่านั้น

Endoscopy : หมายถึง เทคนิคการผ่าตัดด้วยการสอดกล้อง ซึ่งถูกนำมาใช้เพื่อในการดึงหน้าและดึงคิ้ว วิธีนี้ช่วยให้รอยแผลผ่าตัดมีขนาดเล็กลง ผลก็คือ เนื้อเยื่อบาดเจ็บน้อยลง และเวลาฟื้นตัวหลังผ่าตัดสั้นลง โครงหน้าจะถูกยกสูงขึ้น และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องตัดรอยย่นของผิวหนังออกไป การใช้เทคนิควิธียังขึ้นอยู่กับตัวคนไข้อีกด้วย

Liposuction: วิธีนี้ใช้เพื่อขจัดไขมันสะสมบนใบหน้าให้หมดไป มักใช้วิธีนี้ในบริเวณระหว่างคางกับคอ Liposuction อาจทำร่วมกับการดึงหน้าหรือทำแยกต่างหากก็ได้

การศัลยกรรมดึงหน้าอาจใช้เวลาตั้งแต่ 2 ถึง 5 ชั่วโมง อาจกระทำที่หน่วยผู้ป่วยนอก ร่วมกับการใช้ยาสลบและยาระงับประสาทเพื่อทำให้คนไข้ผ่อนคลาย แต่ในบางกรณี การผ่าตัดอาจกระทำโดยการวางยาสลบและคนไข้อาจต้องนอนค้างที่โรงพยาบาลด้วย

การดึงหน้าจะให้ผลที่น่าพอใจเพียงไรและคงอยู่นานเพียงไร

การดึงหน้าสามารถทำร่วมกับการศัลยกรรมเปลือกตาและตรงจุดอื่นๆ บนใบหน้าได้อย่างมีประสิทธิผล ผลลัพธ์ของการดึงหน้าจะทำให้คนไข้ดูหนุ่มสาวและนวลเนียนขึ้นกว่าเดิม กระบวนการนี้จะขจัดและกระชับผิวหนังที่หย่อนคล้อยให้เต่งตึงขึ้น การหย่อนยานของแก้มตรงบริเวณขากรรไกรจะลดลง มุมปากจะถูกยกขึ้น และรอยยับระหว่างแก้มกับริมฝีปากจะลดน้อยลง ผลของการดึงหน้ามักคงทนอยู่ได้ประมาณ 5 ถึง 10 ปี รอยแผลผ่าตัดตรงด้านหน้าและหลังใบหูนั้นมักไม่เป็นที่สังเกต เพื่อให้ได้ผลที่น่าพึงพอใจ จำเป็นต้องใช้เทคนิคต่างๆ อย่างพอเพียงเป็นกรณีๆ ไป อย่างในผู้ชายหลังการผ่าตัดอาจจะมีปัญหาบริเวณจอนที่ต้องแก้ไข เพราะมันผิดธรรมชาติไปคือ จะรั้งไปด้านหลังหรือไม่ก็ปัดขึ้นด้านบน ก็ต้องแก้ไขกันไป อาจทำให้ใบหน้าดูประหลาดๆ ไป ขั้นตอนเพิ่มเติมอื่นๆ อันที่อาจต้องเสริมไปกับการดึงหน้าเพื่อให้เกิดความลงตัว ได้แก่ การกระชับคอ (neck lift), ศัลยกรรมเปลือกตา, ดูดไขมัน(liposuction), ฉีดไขมัน (fat injection), ผ่าตัดเอาไขมันที่แก้มออก, การกระชับหน้าผาก(forehead lift), ดึงคิ้ว(brow lift), การลอกหน้าด้วยสารเคมีหรือใช้เลเซอร์(chemical or laser peel) รวมทั้งการเสริมแก้มหรือลูกคาง

Facelift Focus

ในช่วงปี 2005-2008 ศัลยแพทย์รายหนึ่งได้ผ่าตัดให้คนไข้ 60 คน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 ทำหน้าและคอ กลุ่มที่ 2 ทำหน้า คอ และบริเวณดวงตา และกลุ่มที่ 3 ทำทุกอย่างที่กล่าวมาและดึงหน้าผากด้วย อายุคนไข้ตั้งแต่ 45-72 ปี จากนั้นขอให้กลุ่มนักศึกษาแพทย์ ปี 1 มาเดาอายุจากรูปถ่ายของคนไข้ที่ถ่ายไว้ก่อนการผ่าตัดและที่ถ่ายไว้หกเดือนหลังการผ่าตัด ผลปรากฏว่า โดยเฉลี่ยแล้ว ผู้ที่เดาอายุจะประมาณการว่า อายุของคนไข้ดูอ่อนกว่าอายุจริง 1.7 ปีก่อนการผ่าตัด และอ่อนลงไปถึง 8.9 ปีหลังการผ่าตัด สรุปง่ายๆคือ คนไข้จะดูอายุอ่อนลงโดยเฉลี่ยประมาณ 7 ปี หลังทำศัลยกรรมความงาม แพทย์รายหนึ่งยังให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า การทำศัลยกรรมแบบรวมมิตรคือ ทำหลายอย่าง ตรงโน้นนิด ตรงนี้หน่อย ย่อมให้ผลที่ดีชัดเจนกว่าการทุ่มทำเพียงจุดใดจุดหนึ่ง

ภาวะแทรกซ้อนจากการดึงหน้า

โดยทั่วไปขั้นตอนเสริมความงามที่ใช้ถือว่าปลอดภัยพอสมควร ภาวะแทรกซ้อนอันเนื่องมาจากศัลยกรรมดึงหน้านั้นไม่ค่อยพบมากนัก อย่างไรก็ตามขึ้นชื่อว่าการผ่าตัดแล้ว มันก็ย่อมต้องมีความเสี่ยงระดับหนึ่งติดมาเป็นเงาตามตัว เช่น 

• การเสียเลือด

• รอยฟกช้ำ

• ภาวะแทรกซ้อนจากการใช้ยาสลบ

• เกิดความเสียหายต่อเส้นประสาทที่ใบหน้าซึ่งควบคุมกล้ามเนื้อ

  แต่มักเป็นอาการชั่วคราว

• Hematoma (การระคายเคือง, อาการปวด, การบวม และเกิดรอยแดง)

• การติดเชื้อ

• เกิดขนร่วงรอบๆ บริเวณผ่าตัด แต่เป็นอาการที่ไม่พบบ่อย

• อาการชา ซึ่งมักจะทุเลาขึ้นภายในไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์

• เกิดแผลเป็น

• Skin Necrosis (เกิดเนื้อเยื่อตาย)

• เกิดลักษณะหน้าสองข้างไม่เสมอกัน

• แผลเป็นขยายวงหรือเกิดอาการหนาขึ้น

ข้อแนะนำประกอบการตัดสินใจทำศัลยกรรมดึงหน้า

ถึงแม้ว่าผู้ที่ทำการดึงหน้าส่วนใหญ่มักจะพึงพอใจกับผลที่ได้รับก็ตาม ก็ยังมีประเด็นต่างๆที่ต้องพิจารณาหรือหารือกันก่อนตัดสินใจเดินหน้าเข้ารับการศัลยกรรมดังต่อไปนี้

• ผู้ที่กำลังคิดจะทำการดึงหน้า ควรจะเป็นผู้ที่มีสุขภาพร่างกายดีโดยทั่วไป

• ภาวะแทรกซ้อนหลังผ่าตัดจะมีโอกาสเกิดมากขึ้นในคนไข้รายที่สูบบุหรี่ รวมทั้งผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงและเบาหวาน

• คนไข้พึงระลึกไว้ว่าการทำศัลยกรรมนั้นจะไม่สามารถชะลอความชราไว้ได้

• คนไข้ควรมีสุขภาพจิตปกติ

• เพื่อให้เกิดผลดีสูงสุด คนไข้ควรมีผิวหนังที่ยืดหยุ่นและโครงสร้างกระดูกที่ดี

• คนไข้ควรงดรับประทานยาแอสไพรินหรือยาพวก Blood Thinner  อย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์ก่อนการผ่าตัด

• ช่วงก่อนการทำศัลยกรรม ศัลยแพทย์ความงามจะตรวจสอบประวัติการรักษาของคนไข้ และมักจะมีการวิเคราะห์และการประเมินผลในหลายๆ เรื่อง อาทิ ความดันโลหิต การแข็งตัวของเลือด การใช้ยา สภาพผิวหนัง ฯลฯ

• ทั้งแพทย์และคนไข้ควรจะหารือกันอย่างรอบคอบในเรื่องเป้าหมายและความคาดหวังต่างๆ ของการทำศัลยกรรมว่าคืออะไรบ้าง โดยว่ากันตามชนิดของผิวหนังและโครงสร้างกระดูก

การฟื้นตัวหลังการทำศัลยกรรม

• คนไข้ส่วนใหญ่อาจรู้สึกไม่ค่อยสบายเนื้อสบายตัวได้หลังการดึงหน้า รอยฟกช้ำและบวมที่เกิดขึ้นอยู่ต่อไปราวสองสามวัน

• การฟื้นตัวของคนไข้จะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ แต่การทำกิจกรรมต่างๆ ตามปกติจะสามารถเริ่มได้ตั้งแต่วันถัดจากวันทำศัลยกรรมเลย

• ไหมเย็บจะถูกตัดออกภายใน 5-10 วันหลังการผ่าตัด

• แผลผ่าตัดและผ้าพันแผลจะต้องแห้งและคนไข้ควรปฏิบัติตามคำแนะนำในเรื่องการอาบน้ำและการชำระล้าง ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมหนักๆ ไว้สักระยะหนึ่งก่อน

• การปฏิบัติตามคำสั่งของแพทย์เป็นเรื่องสำคัญมากและจะช่วยเร่งให้แผลสมานได้เร็วขึ้น ทำให้สามารถคาดหวังผลลัพธ์ที่ดีที่สุดได้ การฟื้นคืนสู่สภาพปกติอย่างเต็มตัวอาจใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ ในขณะที่แผลฟกช้ำสมานและอาการบวมลดลง

• อาการชาและอาการเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อนิดหน่อยเป็นเรื่องปกติที่อาจเกิดขึ้นได้ต่อไปอีกระยะหนึ่ง

• รอยแผลอาจกินเวลาเกือบปีกว่าจะทุเลาและจางลง

• ไม่ว่าชายหรือหญิงส่วนใหญ่จะพึงพอใจกับผลของการทำศัลยกรรมดึงหน้า เพราะเสมือนว่าได้ใบหน้าที่ดูอ่อนเยาว์กว่าเดิมกลับคืนมาราวปาฏิหาริย์ ใบหน้าใหม่นี้อาจคงทนอยู่ได้ถึง 10 ปีทีเดียว

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ เชื่อว่าหลายท่านคงคลายความสงสัยในเรื่องการดึงหน้าดังที่เคยได้ยินได้ฟังมาไปได้เยอะ อีกทั้งมีข้อมูลประกอบการตัดสินใจพอสมควรก่อนจะลงมือ “กระชากวัย” ให้แก่ใบหน้าของท่าน

   

EXPERT SAYS :

Byung Gun Kim M.D./PhD.

ศัลยแพทย์ ผู้อำนวยการ BK Plastic Surgery Hospital กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้

การดึงหน้าถือเป็นขั้นตอนการทำศัลยกรรมที่สามารถปรับปรุงใบหน้าและช่วงคอที่ร่วงโรยไปตามวัยได้อย่างเห็นผลชัดเจน  โดยตัวมันเองไม่สามารถหยุดกระบวนการสูงวัยได้ แต่ทำให้คนไข้ดูอ่อนเยาว์ลงและรู้สึกได้เช่นนั้น ในการศัลยกรรมดึงหน้า ไขมันส่วนเกินจะถูกตัดออก กล้ามเนื้อที่รองรับอยู่ด้านล่างจะถูกกระชับขึ้น ผิวหน้าจะถูกปรับตำแหน่งใหม่หรือไม่ก็ถูกขึงให้ตึงตลอดใบหน้าและลำคอ โดยผิวหนังส่วนเกินจะถูกตัดทิ้งไป การดึงหน้าจะทำได้ด้วยวิธีผ่าตัดเท่านั้น ส่วนการรักษาเพื่อฟื้นฟูแบบไม่มีการผ่าตัดนั้นไม่สามารถให้ผลลัพธ์แบบเดียวกับการดึงหน้าได้