รักษาโรคด่างขาว ด้วยเซลล์เม็ดสี

รักษาโรคด่างขาว ด้วยเซลล์เม็ดสี คนส่วนใหญ่พากันกังวลแต่เรื่องปัญหาผิวคล้ำและพยายามจะสรรหาสารพัดวิธี หลากหลายเทคโนโลยีเพื่อมาช่วยแก้ไข แต่ปัญหาเรื่องสีผิวไม่ได้มีเฉพาะสีผิวที่เข้มขึ้น ทำให้ดูหมองคล้ำลงไปเท่านั้นหลายคนก็ยังประสบกับปัญหาสีผิวที่จางลงเป็นบางแห่ง ทำให้เกิดเป็นรอยด่างสีผิวไม่สม่ำเสมอ ไม่ว่าจะเกิดจากรอยแผลเป็น หรือเซลล์เม็ดสีบริเวณนั้นผลิตเซลล์เม็ดสีน้อยเกินไป  หรือเซลล์เม็ดสีตายหรือถูกทำลายโดยเฉพาะเจาะจง

เช่นคนที่เป็นโรคด่างขาว เป็นต้น ซึ่งไม่ว่าจะเกิดจากสาเหตุใดก็ตาม นอกจากจะทำให้ผิวดูกระดำกระด่างไม่น่ามองแล้ว ยังทำให้ผู้ที่เป็นเสียบุคลิกภาพ ขาดความมั่นใจ บางคนถึงขั้นรู้สึกว่าเป็นปมด้อยในชีวิตยิ่งกว่าปัญหาสีผิวที่เข้มและคล้ำลงเสียอีก

คอลัมน์นี้จะพาไปพบกับหลากหลายวิธีในการแก้ปัญหาสีผิวจางจนเกิดรอยด่างไม่สม่ำเสมอ โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง นพ.สมนึก อมรสิริพาณิชย์ ผู้ก่อตั้งนีตนาทคลินิก ซึ่งจะมาเปิดเผยถึงสารพัดวิธีแก้ไขปัญหานี้ แบบปลอดภัยและได้ผลจริง

ปัญหาสีผิวจางกว่าปกติเกิดจากสาเหตุใด

ผิวของแต่ละคนจะมีเซลล์ซึ่งรับผิดชอบในการผลิตเซลล์เม็ดสี (Melanin) ซึ่งจะต้องผลิตออกมาอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ แล้วส่งไปยังเซลล์ผิวหนัง เพื่อให้ผิวหนังได้รับเซลล์ได้อย่างสม่ำเสมอ แต่ปัญหาสีผิวที่จางกว่าปกตินั้นพบว่ามาจาก 2 สาเหตุใหญ่ๆ ซึ่งได้แก่

1. เซลล์เม็ดสียังมีอยู่แต่ผลิตเม็ดสีน้อยไป ทำให้เกิดกระบวนการส่งเม็ดสีน้อยลง  การส่งเม็ดสีไปยังเซลล์ผิวหนังทำได้ไม่ทั่วถึง จึงส่งผลให้ผิวหนังบริเวณนั้นสีจางลง ซึ่งอาจจะพบในลักษณะเกลื้อนน้ำนมบ้าง หรือพบได้ในคนที่ไปตากแดดแรงๆ มาหรือที่เรียกว่าเกลื้อนแดดบ้าง

2. เซลล์เม็ดสีตาย ทำให้เม็ดสีลดน้อยลง โดยอาจตายจากสภาพแวดล้อมที่เซลล์อาศัยอยู่ทำให้เซลล์อยู่ไม่ได้ เช่นถูกทำลายโดยตรง หรือถูกทำลายร่วมกับเม็ดเลือดอื่นๆ เช่นเกิดจากอุบัติเหตุ ถูกน้ำร้อนลวก ถูกน้ำกรด โดนท่อไอเสีย ฯลฯ หรือเซลล์เม็ดสีที่ตายจากการถูกทำลาย โดยเฉพาะเจาะจงจากเซลล์เม็ดเลือดขาวที่อยู่ในตัวเอง ทำให้เกิดภาวะเป็นกระขาวหรือด่างขาว หรืออาจเกิดจากการตายของเซลล์ที่เกิดจากพันธุกรรม เช่น คนที่เป็นปานขาวมาตั้งแต่กำเนิด เกิดจากความผิดปกติของโครงสร้างเนื้อเยื่อที่จัดสรรเม็ดสีกระจายในบริเวณนั้นไม่สม่ำเสมอ ส่วนในคนที่เป็นด่างขาวจะไม่ได้เป็นมาตั้งแต่เกิด แต่เป็นโรคที่มีลักษณะทางพันธุกรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง (พันธุกรรมทุกชนิดจะต้องอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่เอื้อให้เป็น

แนวทางในการรักษา

1.การรักษาสีผิวจางที่เกิดจากเซลล์เม็ดสีผลิตเม็ดสีน้อยเกินไป

ซึ่งในกรณีนี้ต้องดูด้วยว่าการที่เซลล์เม็ดสีผลิตเม็ดสีน้อยเกินไปนั้น ได้ทำเต็มที่แล้วแต่ไม่ทันต่อการกระตุ้นหรือเปล่า เช่นกรณีที่เป็นเกลื้อนแดดเพราะถูกแสงแดดมากเกินไป เกลื้อนน้ำที่เกิดจากคลอรีน  หรือเกิดจากการบริโภคความงามมากเกินไป เช่นใช้ AHA ลอกหน้ามากเกินไป จนบางครั้งเกิดการลอกไม่สม่ำเสมอ เป็นต้น

ดังนั้นการรักษาต้องหยุดสิ่งที่เป็นการกระตุ้นให้ผิวสร้างเร็วเกินไป จนทำให้เซลล์สร้างเม็ดสีสร้างไปป้อนไม่ทัน สำหรับสาเหตุดังที่กล่าวมานี้ ส่วนใหญ่เมื่อเป็นแล้วมักจะหายเองได้ แต่จะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่เราเป็นเกิดจากเซลล์เม็ดสีผลิตน้อยเกินไปหรือเซลล์ผิวหนังสร้างเร็วเกินไป ให้ทดสอบโดยการเอามือไปขูดที่ผิวบริเวณนั้น ถ้าขูดแล้วเกิดเป็นขุย แสดงว่าเป็นความผิดปกติของเซลล์ผิวหนังที่สร้างเร็วเกินไป  จึงต้องพยายามหาวิธีที่จะทำให้การสร้างเซลล์ผิวหนังลดน้อยลง สำหรับการรักษาสีผิวจาง ที่เกิดจากเซลล์เม็ดสีผลิตเม็ดสีน้อยเกินไปนั้นได้แก่ การกระตุ้นการสร้างเซลล์เม็ดสี ด้วยเครื่องเลเซอร์ Eximer 308 nm  ในคนที่มีปัญหาสีผิวจาง อันเกิดจากสาเหตุต่างๆ ดังที่กล่าวมาแล้วนั้นถ้าไม่จำเป็นต้องรีบรักษาอาจปล่อยให้เซลล์ผิวค่อยๆ ปรับตัวเองก็สามารถทำได้ ซึ่งรอยขาวที่ผิวจะค่อยๆ หายไปเอง แต่ในกรณีที่ต้องการรักษาให้หายเร็วขึ้น เทคโนลีตัวหนึ่งที่สามารถแก้ปัญหานี้อย่างได้ได้ผล คือการใช้เครื่อง  Eximer 308 nm ซึ่งเป็นเครื่องเลเซอร์ที่จะเข้าไปกระตุ้นทำให้เซลล์เม็ดสีทำงานเพิ่มขึ้น ช่วยลดการเร่งสร้างผิวใหม่ และ Eximer 308 nm ยังมีคุณสมบัติในการลดการอักเสบของผิวอีกด้วย

วิธีการในการรักษา

ทำได้โดยใช้แสงเลเซอร์ฉายลงไปตามบริเวณที่เป็นรอยขาว ซึ่งจะทำให้รอยขาวนั้นเข้มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งถ้าเป็นไม่มากทำเพียง 2-4 ครั้งก็มักจะหาย โดยจะทำสัปดาห์ละครั้ง หรือสัปดาห์ละ 2 ครั้งก็สามารถทำได้

การใช้ยาทา 

เป็นการทายาที่ช่วยกระตุ้นให้การรับรู้จากแสงแดดมีมากขึ้น กระตุ้นการสร้างเม็ดสี  เช่นยาที่มีส่วนผสมของมะนาว  แต่ปัจจุบันมักมีความเข้าใจผิดๆ ในการใช้ยาคือมักนิยมใช้ยา ที่มีส่วนผสมของสเตียรอยด์ อันยิ่งจะเป็นการช่วยเร่งทำให้ผิวขาวเร็วขึ้น ดังนั้นเมื่อนำไปรักษาบริเวณที่มีปัญหาสีผิวจาง ขุยจะหายแต่ความขาวไม่หาย การรักษาโดยการใช้ยาจะใช้เวลาในการรักษายาวนานกว่าการใช้เครื่องเลเซอร์ อาจต้องรักษาประมาณ 2 เดือน ผลลัพธ์ที่ได้จะเหมือนกับการใช้เครื่องเลเซอร์หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับรอยโรค หรือรอยแผล ถ้าเป็นไม่มากและตัวยาที่ทาไม่มีสเตียรอยด์ ผลลัพธ์ก็มักจะไม่ต่างกัน แต่ถ้าเป็นมากหรือมีความรุนแรงของโรคมาก การใช้เครื่องเลเซอร์ Eximer 308 nm จะได้ผลดีและสมบูรณ์กว่า 

ทางเลือกอื่นๆ ในการรักษา

นอกจากจะใช้แสงเลเซอร์และการทายาแล้ว อาจรักษาได้โดยการใช้แสงอาทิตย์เทียม ซึ่งเป็นการฉายแสงที่คนไข้ต้องเข้าไปอยู่ในตู้ ซึ่งวิธีการนี้ก็สามารถช่วยได้ แต่ข้อเสียคือมักจะทำให้บริเวณอื่นที่ไม่ได้เป็นดำไปด้วยซึ่งแตกต่างจากเครื่องเลเซอร์ Eximer 308 nm ซึ่งเป็นการให้แสงเฉพาะจุด   

2. การรักษารอยด่างขาวที่เกิดจากเซลล์เม็ดสีตาย หรือถูกทำลาย 

ถ้าในขณะที่จะรักษากระบวนการทำลายเซลล์เม็ดสีเป็นการบวนการที่จบสิ้นไปแล้ว เช่นรอยแผลสีผิวจางที่เกิดจากอุบัติเหตุ น้ำร้อนลวก น้ำกรด โดนท่อไอเสีย ฯลฯ การจะปลูกเซลล์เม็ดสีขึ้นมาใหม่นั้นทำได้ไม่ยาก เพราะหลังปลูกไปแล้วไม่ต้องกังวลว่าเซลล์จะมีการทำลายต่อเนื่องต่อไปอีก แต่ถ้าเป็นการรักษาปัญหาสีผิวจางที่เกิดจากโรค ซึ่งในขณะที่ทำการรักษายังมีกระบวนการทำลายเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้จะรักษาเพื่อสร้างเซลล์เม็ดสีแล้ว ก็ยังมีโอกาสที่จะเป็นได้อีก เพราะฉะนั้นทางแก้จึงต้องเข้าไปยับยั้งกระบวนการทำลายด้วย

การรักษาสำหรับคนที่เป็นโรคด่างขาวต้องกินยาเพื่อควบคุมกระบวนการทำลาย ในขณะเดียวกันต้องมีการให้แสง Eximer 308 nm เพื่อทำให้เซลล์เม็ดสีสร้างเม็ดสีแล้วแบ่งตัวมากขึ้น แต่การทำให้เซลล์เม็ดสีที่ตายไปแล้วฟื้นกลับมา บริเวณนั้นต้องมีเซลล์เม็ดสีหลงเหลืออยู่บ้าง เช่นอาจจะเหลืออยู่  30 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป เพื่อช่วยให้เซลล์นั้นแบ่งตัวให้เต็มขึ้นมาได้  แต่การรักษาจะใช้เวลานานกว่าปัญหาสีผิวจางจากสาเหตุในกลุ่มแรก (เซลล์เม็ดสีผลิตเม็ดสีน้อยเกินไป) โดยอาจต้องทำสัปดาห์ละครั้ง โดยใช้เวลา 2-6 เดือน แต่ถ้าเซลล์เม็ดสีบริเวณนั้นไม่มีเหลืออยู่เลย ถึงแม้ว่าจะใช้เลเซอร์ก็ไม่มีผล อาจจะต้องใช้การปลูกถ่ายเซลล์

การปลูกถ่ายเซลล์เพื่อรักษา

การปลูกถ่ายเซลล์นั้นจะมีการนำเซลล์ของตัวคนไข้ไปเพาะเลี้ยงในห้องแล็บเพื่อให้ได้จำนวนที่ต้องการก่อน แล้วจึงนำมาปลูกบริเวณที่เป็นรอยโรค หากไม่มีการเพาะเลี้ยงให้เซลล์เพิ่มจำนวนก่อน แต่ย้ายเซลล์แล้วนำไปเติมบริเวณที่เป็นเลย โอกาสที่เซลล์จะตายระหว่างขั้นตอนการปลูกจะมีมากกว่า แต่ปัจจุบันการเพาะเลี้ยงเซลล์ในห้องแล็บสำหรับประเทศไทยยังไม่ค่อยมีใครทำได้  แต่จะมีทำในประเทศสหรัฐอเมริกา เกาหลี และประเทศในแถบยุโรป  โดยจะเอาเซลล์เม็ดสีในผิวหนังส่วนที่ดีมาเพาะเลี้ยงในห้องแล็บ โดยมีลักษณะคล้ายเจลที่มีเซลล์ในอัตราส่วนที่ปกติ  แล้วจึงนำมาทำเป็นฐานของผิวบริเวณที่เป็นด่างขาว  แล้วนำเจลส่วนที่เหลือมาทาปิดแผลไว้อีกทีหนึ่ง เพื่อให้เซลล์ลงไปในแผลอัตราส่วนที่สม่ำเสมอ โดยจะทำจากน้อยไปก่อนแล้วมาเพิ่มจำนวนทีหลัง ดังนั้นอัตราส่วนจะเริ่มจากขาวแล้วกลายเป็นสีที่เข้มขึ้นเรื่อยๆ 

เหตุผลที่ประเทศไทยยังไม่มีการเพาะเลี้ยงเซลล์ลักษณะนี้ เพราะต้องใช้ห้องแลปที่ต้องใช้เงินลงทุนเป็นจำนวนมาก การทำโดยภาคเอกชนหากไม่ได้เงินสนับสนุนจากภาครัฐอาจไม่คุ้มค่า แต่ก็เป็นโครงการในอนาคตเพราะปัจจุบันมีผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้อยู่แล้ว สำหรับในประเทศไทย วิธีการที่ทำกันอยู่ไม่ใช่การเพาะเลี้ยงเซลล์ แต่เป็นการย้ายกราฟท์หรือย้ายเซลล์จากผิวหนังส่วนที่ดีเพื่อไปปิดบริเวณที่เป็นรอยโรคเท่านั้น  ซึ่งวิธีการในการรักษาจะเริ่มจากการทำให้ผิวหนังส่วนที่ดีและต้องการนำเซลล์ออกมาเกิดแผลพองก่อน แล้วเลือกเฉพาะส่วนของผิวหนังด้านบนสุดซึ่งมีเซลล์เม็ดสี เอาไปแปะเติมบริเวณที่เป็นรอยด่างขาว โดยจะต้องลอกผิวส่วนที่เป็นรอยด่างขาวทิ้งไปก่อน  แต่วิธีการนี้มีความเสี่ยงคือผิวส่วนที่พองและถูกนำเซลล์ออกมานั้นอาจไม่ขึ้นก็ได้  และสีของผิวหนังที่ได้หลังการรักษาอาจจะเข้มเกินไป ไม่กลมกลืนกับสีผิวบริเวณข้างเคียงทำให้ดูไม่เป็นธรรมชาติ

เซลล์เม็ดสีจะมีมากที่สุดในรูขุมขน ดังนั้นผิวส่วนที่มีรูขุมขนมาก เซลล์เม็ดสีก็จะฟื้นกลับมาได้เร็วกว่า เช่นคนที่มีปัญหาสีผิวจาง หรือคนที่เป็นด่างขาวบริเวณใบหน้าจะฟื้นตัวได้เร็วกว่าบริเวณอื่นๆ ส่วนบริเวณที่รักษายากที่สุดคือบริเวณปลายนิ้วเพราะไม่มีรูขุมขน

เมื่อรักษาไปแล้วจะมีโอกาสกลับมาเป็นอีกหรือไม่? 

สำหรับปัญหาสีผิวจางที่เกิดจากเซลล์เม็ดสีมีการสร้างน้อยเกินไปนั้นหลังรักษาไปแล้วมักจะหายขาด เพราะในขณะรักษาและหลังการรักษา กระบวนในการทำลายเซลล์ได้จบสิ้นลงไปแล้ว ส่วนในคนไข้ที่เป็นรอยสีผิวจางอันมีสาเหตุมาจากโรค  ซึ่งภายในร่างกายของตัวเองยังมีการทำลายเซลล์เม็ดสีอย่างต่อเนื่อง ผลลัพธ์ที่ได้จะขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองของคนไข้แต่ละรายด้วย  โดยแพทย์จะเป็นผู้แนะนำวิธีการในการดูแลตัวเองที่ถูกต้องแก่คนไข้ เพื่อหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะไปกระตุ้นทำให้กลับมาเป็นซ้ำอีก เช่น หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารเคมีนำมาใช้ในการทำเครื่องหนัง สารเคมีที่นำมาใช้กับยางรถยนต์ ใช้กับปุ๋ยเคมี สารเคมีที่อยู่ในน้ำยาขัดล้าง ยาฆ่าแมลง  หรือสารเคมีที่อยู่ในเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เช่นน้ำยาย้อมสีผม ยาทาเล็บ สเปรย์ คลอรีน รวมถึงการหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้เกิดการระคายเคืองหรือการกระตุ้นให้ผิวหนังเกิดการอักเสบ เป็นต้น ซึ่งการป้องกันและดูแลตัวเองเป็นสิ่งสำคัญมากที่จะทำให้การรักษาได้ผลลัพธ์ที่ดี

EXPERT SAYS :

นพ.สมนึก อมรสิริพาณิชย์
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนัง ผู้ก่อตั้งนีตนาทคลินิก

คนที่มีปัญหาสีผิวจางเป็นแห่งๆ หรือคนที่เป็นด่างขาวอย่าคิดว่าการรักษาเป็นเรื่องง่ายๆ แล้วไปซื้อสเตียรอยด์มาทา บางคนปล่อยทิ้งไว้จนลุกลาม ยิ่งคนที่เป็นด่างขาวบางทีปล่อยทิ้งไว้เป็น 10 ปี มีการกัดกร่อนของเซลล์ไปมากแล้ว หมอแนะนำว่าเวลาที่มีปัญหาผิวหนังอะไรก็ตาม ต้องไปพบแพทย์ และถามแพทย์ท่านนั้นไปตรงๆ เลยว่ามีความเชี่ยวชาญเรื่องนี้หรือไม่ แล้วการรักษาโรคควรมีเวลาจำกัด ในกรณีที่เป็นไม่มากการรักษาไม่ควรเกิน 2 เดือน หรือในรายที่รุนแรงก็ไม่ควรเกิน 6 เดือน การรักษาก็ควรจะเห็นผลและได้ผลลัพธ์ที่ดีแล้ว คือต้องไปพบแพทย์เพื่อหาวิธีการรักษาที่ถูกต้อง ถ้าไม่ไปพบแพทย์ก็อย่าไปทำอะไรกับแผลเลย  แล้วลองสังเกตดูว่าลุกลามหรือเปล่า ถ้าลุกลามก็จำเป็นต้องไปพบแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญจริงๆ เพื่อเข้ารับการรักษาที่ถูกต้อง อย่างคนที่มีปัญหาสีผิวจาง หรือคนที่เป็นด่างขาวก็ควรไปพบแพทย์ทางด้านผิวหนัง ไม่ควรไปพบแพทย์ทางด้านความงามเพราะอาจจะไม่ถนัด และอีกเรื่องที่อยากแนะนำคือปัญหาสีผิวที่จางเป็นแห่งๆ อย่าแก้ปัญหาด้วยการไปสักสีกลบ ถ้าอยู่ในช่วงระหว่างการรักษาแล้วยังไม่หายดีก็อย่าไปกังวลมาก อาจใช้พวกเครื่องสำอางตกแต่งเพื่อปกปิดร่องรอยไปก่อน การสักกลบไม่ใช่ทางแก้ที่ถูกต้อง เพราะปัญหาที่ตามมาคือไม่มีทางที่สีผิวส่วนที่สักกับสีบริเวณข้างเคียงจะเหมือนกัน ให้นึกถึงรถเวลาที่ไปชนแล้วสีถลอก ทำไมเราต้องพ่นใหม่ทั้งคัน การสักก็จะเป็นหลักการเดียวกัน

การรักษาสีผิวที่ขาวแต่ต้องการทำให้ดำที่ไม่ค่อยมีใครทำ เพราะยังทำกันไม่ค่อยได้ ส่วนการรักษาผิวที่ดำแล้วต้องการทำให้ขาวนั้นมีคนทำกันมากมาย แต่ก็มีทั้งวิธีที่ผิดและวิธีที่ถูก การรักษาที่ผิดวิธีบางครั้งทำไปแล้วกลับยิ่งแย่ลง