ศัลยกรรมปรับคาง เลื่อนกระดูก ให้สมส่วน

ศัลยกรรมปรับคาง เลื่อนกระดูก ให้สมส่วน
ทำตามาก็แล้ว ทำจมูกมาก็แล้ว แต่ทำไมยังไม่สวย? หรือเรียกง่ายๆ ว่า “สวยไม่เสร็จ” เสียที เชื่อว่าคงมีหลายคนกำลังคิดแบบนี้อยู่ไม่น้อย เพราะเมื่อยุคของการศัลยกรรมกลายเป็นเรื่องธรรมดาหลายคนจึงเลือกทำสวยด้วยการศัลยกรรม เช่น การทำตา เสริมจมูก ที่ดูจะเป็นการศัลยกรรมยอดฮิตในบ้านเรา แต่เหตุใดยังรู้สึกว่า “ไม่เป๊ะ” เสียที นั่นอาจเป็นเพราะรูปหน้าคุณนั้นยังไม่สมดุลอยู่หรือเปล่า?

เมื่อโครงหน้าไม่สมส่วน! การศัลยกรรมก็สามารถช่วยคุณได้นั่นคือ การเสริมหรือการผ่าตัด เพื่อปรับแต่งรูปคางให้สมส่วน โดยเน้นปรับแต่งโครงสร้างใบหน้าให้สมดุลมากขึ้น ซึ่งตอนนี้ถือได้ว่าการเสริมคางกำลังเป็นที่นิยมพอสมควร เพราะเมื่อปรับให้ได้สัดส่วนแล้วเรียกได้ว่า ทำให้คุณสวยเป๊ะมากขึ้น แต่วิธีการเสริมคางนั้นนอกจากการเสริมด้วยซิลิโคนแล้วยังมีอีกวิธีหนึ่งนั่นคือ การผ่าตัดเลื่อนกระดูก เพื่อให้รูปหน้าสมส่วนตามต้องการ แต่จะทำได้อย่างไรนั้นต้องติดตามกับคอลัมน์นี้กันเลยค่ะ

ลองสำรวจตัวเองว่า คุณมีคางที่สมส่วนหรือไม่

คาง ถือว่าเป็นสัดส่วนของใบหน้าที่อยู่ล่างสุด นั่นคือ ส่วนที่ 3 จากทั้งหมด โดยส่วนบนจะวัดจากไรผมมาถึงหว่างคิ้ว ส่วนกลางวัดจากระหว่างคิ้วถึงฐานจมูก ส่วนล่างวัดจากฐานจมูกถึงส่วนล่างสุดของใบหน้า ซึ่งรูปคาง (Chin) ที่อยู่ในส่วนล่างสุด เป็นโครงกระดูกหลักของใบหน้าและมีเนื้อเยื่อหุ้มอยู่ เนื้อเยื่อบริเวณที่หุ้มอยู่ส่วนคางจะหนากว่าเนื้อเยื่อบริเวณอื่นๆ ซึ่งจะเป็นก้อนขึ้นมา โดยสัดส่วนที่พอดีนั้นผู้หญิงผู้ชายก็แตกต่างกันไป ถ้ายาวเกินออกมามากก็จะกลายเป็นคางแม่มด ถ้าสั้นไปก็ดูไม่สมส่วน

แค่ปรับรูปคางก็สวยเป๊ะได้!

สมัยก่อนนั้นการศัลยกรรมจะมุ่งเน้นเป็นส่วนๆ เฉพาะอวัยวะไป เช่น เสริมจมูกก็ดูจมูกเพียงอย่างเดียวไม่สนใจสัดส่วนใบหน้าอย่างอื่น จะทำตาก็ทำตาอย่างเดียว แต่ต่อมาเมื่อมีความเจริญเพิ่มขึ้นผู้คนรับรู้ข้อมูลมากขึ้น ฉะนั้นตอนนี้ในการมองดูรูปหน้าก็จะต้องมองทั้งหน้าเป็นภาพรวม โดยภาพรวมของใบหน้าก็จะต้องมองทั้งสามส่วน โดยโครงสร้างคนไทยเมื่อมองหน้าส่วนล่างจะดูทู่สั้น (มองด้านข้างแล้วคางดูหดถอยหลังเข้าไป) เมื่อคางดูถอยหลังเข้าไป มิติใบหน้าจึงดูไม่สมส่วน เพราะมิติของหน้าส่วนล่างหายไป ทำให้เห็นว่าส่วนที่เด่นก็คือปากอูมออกมา ส่งผลให้หน้าดูสั้นๆ มองภาพรวมของใบหน้าได้แค่เศษสองส่วนสามของทั้งหมด ซึ่งในบ้านเราส่วนมากจะนิยมศัลยกรรมตา จมูก เป็นอันดับต้นๆแต่การเสริมคางพึ่งจะเป็นที่นิยมได้ไม่กี่ปีนี้ สำหรับใครที่ทำจมูกมาแล้วข้องใจว่าทำไมหน้ายังไม่สวยเป๊ะสมส่วนซะที ให้พิจารณาว่าอะไรที่ขาดไป ซึ่งก็คือใบหน้าส่วนล่างยังไม่สมดุลนั่นเอง ดังนั้นคนจึงเริ่มนิยมเสริมคางกันมากขึ้น

อยากเสริมคางแต่จะทำวิธีไหนดี?

คนทั่วไปจะนิยมเสริมคางด้วยซิลิโคน คือเสริมเอาแกนเข้าไป ซึ่งอาจจะเป็นซิลิโคนหรือกอร์เท็กซ์ (Goretex) เหลาใส่เข้าไป โดยเหลาให้ได้รูปตามต้องการแล้วเสริมลงไปบริเวณคาง ข้อดีก็คือการผ่าตัดทำได้ง่ายไม่ต้องวางยาสลบ เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาไม่มาก แต่สำหรับการเสริมคางด้วยการเลื่อนกระดูกนั้นจะเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาคางหลุบสั้น หรือผู้ที่มีสัดส่วนคางหดถอยหลังมากๆ ซึ่งการผ่าตัดเลื่อนกระดูกคาง จะเป็นการใช้วิธีตัดกระดูกปลายคางและเลื่อนกระดูกออกมา เพื่อให้ส่วนล่างสุดของกระดูกคนไข้ออกมาเพิ่มมากขึ้นโดยไม่ต้องมีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในร่างกาย ซึ่งถือว่าเป็นการผ่าตัดที่ใหญ่กว่าการเสริมด้วยแกน

เสริมคางแบบ ศัลยกรรมปรับคาง เลื่อนกระดูก 

ในกรณีที่คางผิดสัดส่วนไม่มากนัก หากเสริมใส่แกนเข้าไปไม่ใหญ่มากนักใส่แล้วไม่ทำให้เกิดอันตราย ศัลยแพทย์ก็จะพิจารณาการเสริมด้วยแกนใส่เข้าไปซึ่งก็จะเป็นอะไรที่ง่ายแล้วก็รวดเร็วผลลัพธ์ก็จะออกมาสวยงามดี แต่รูปคางถ้าผิดสัดส่วนมากโดยแพทย์พิจารณาแล้วว่า หากผ่าตัดเสริมคางแล้วต้องใส่แกนที่มีขนาดใหญ่มาก ซึ่งคนไข้จะมีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนได้สูง แพทย์ก็จะพิจารณาใช้วิธีผ่าตัดเลื่อนกระดูกคาง (GENIOPLASTY) โดยเป็นการผ่าตัดปลายกระดูกแล้วสไลด์ขึ้นมาเหมือนเลื่อนขั้นบันได

ขั้นตอนการผ่าตัดเลื่อนกระดูกคาง

การผ่าตัดเลื่อนกระดูกคางเป็นการผ่าตัดที่ใหญ่กว่าการเสริมคางด้วยแกน (ซิลิโคน) เนื่องจากต้องมีการวางยาสลบเพื่อผ่าตัด ข้อดีคือไม่ต้องมีวัสดุแปลกปลอมใส่เข้าไปในร่างกาย ข้อเสียคือมีค่าใช้จ่ายมากขึ้น เพราะเป็นการผ่าตัดใหญ่ และยังต้องใช้การพักฟื้นมากขึ้นเพราะมีอาการบวมช้ำมากกว่าเสริมด้วยแกน โดยอาจจะมีอาการชาที่บริเวณริมฝีปากหลังผ่าตัดได้ โดยขั้นตอนการผ่าตัดมีดังนี้

• ให้คนไข้ดมยาสลบ จากนั้นก็กระทำการผ่าตัดในช่องปากตรงบริเวณเยื่อบุช่องปากขากรรไกรล่าง

• ทำการเลาะเนื้อหุ้มกระดูกเข้าไปให้เห็นแนวคาง แล้วเลิกกล้ามเนื้อที่คลุมหุ้มกระดูกออก

• จากนั้นเปิดกระดูกคางและใช้เลื่อยไฟฟ้าตัดกะดูกออกมาเป็นแผ่น

• ต่อมาใช้วิธีเลื่อนสไลด์หรือปรับแต่งรูปคางให้ได้รูปลักษณะตาม

  ต้องการ และใช้แผ่นเพลทกับสกรูมายึดปิดไว้ เพื่อรอให้กระดูกเชื่อมต่อกัน สุดท้ายเย็บแผลปิด

ข้อควรรู้ก่อนการผ่าตัด

เนื่องจากการผ่าตัดเลื่อนกระดูกคางเป็นการผ่าตัดที่ค่อนข้างใหญ่พอสมควร ดังนั้นคนไข้ต้องมีการเตรียมตัวก่อนการผ่าตัดให้พร้อมคือ คนไข้ต้องไม่มีโรคแทรกซ้อนและไม่มีข้อห้ามในการผ่าตัดเช่นเป็นโรคความดันหรือโรคเบาหวาน ต้องมีการตรวจเช็คเลือดว่ามีความผิดปกติหรือไม่ ถ้าอายุมากก็ต้องมีการตรวจเช็คหัวใจและปอด งดอาหาร 6 ชั่วโมงก่อนผ่าตัด ที่สำคัญคือต้องทำความสะอาดบริเวณภายในช่องปากให้สะอาดเรียบร้อย เพราะเวลาผ่าตัดจะกระทำภายในช่องปากทั้งหมด

ก่อนจะสวยต้องอดทน

หลังจากการผ่าตัดแล้วคนไข้อาจมีอาการข้างเคียงเกิดขึ้นได้คือ อาจมีการติดเชื้อได้ มีเลือดออกบวมมากกว่าปกติ โดยคนไข้ต้องรับประทานอาหารอ่อนในช่วง1-2 วันแรกหลังการผ่าตัด บริเวณปากล่างจะบวมจากนั้นประมาณ 1-2 อาทิตย์อาการบวมก็จะค่อยๆ ลดลง และคางจะออกมาทางด้านหน้ามากขึ้นทำให้ดูยาวสมส่วนมากขึ้น

แก้ไขคางให้สวยดั่งใจหวัง

สำหรับผู้ที่เสริมคางอยู่ก่อนแล้วเกิดไม่พอใจสัดส่วนคางของตนเองและมีความคิดที่จะไปเสริมคางอีกครั้ง ด้วยการเลื่อนกระดูกคาง แนะนำว่าในเรื่องของการแก้ไขนั้นก็สามารถทำได้ เช่น หากคนไข้เสริมคางมาแล้วต้องดูว่าซิลิโคนที่ใส่ไปพอเหมาะหรือไม่ ถ้ายังไม่พอเหมาะและดูว่ายังน้อยเกินไปก็สามารถเพิ่มซิลิโคนอีกได้ โดยอาจยังไม่ต้องถึงขั้นต้องผ่าตัดเลื่อนกระดูกคาง

เนื่องจากเวลาทำการรักษาในด้านความงาม แพทย์จะพยายามเลือกวิธีการรักษาที่ง่ายและปลอดภัยก่อนจะไปหาวิธียากๆ มาแก้ไข ฉะนั้นการทำอะไรก็ตามที่ง่าย สะดวก รวดเร็ว บาดเจ็บน้อย ค่าใช้จ่ายน้อย แพทย์ก็จะพิจารณาเป็นอันดับต้นๆ แต่ถ้าหากพิจารณาแล้วว่าวิธีการนั้นยังไม่ได้ผล ก็จะต้องเลือกวิธีที่รุนแรงขึ้น ตัวอย่างเช่น ถ้าคนไข้เสริมคางด้วยซิลิโคนมาก่อนแล้วอยากแก้ไขด้วยการปรับสัดส่วนแบบเลื่อนกระดูกคางก็สามารถทำได้โดยจะต้องผ่าตัดเอาซิลิโคนออกก่อนแล้วผ่าตัดเลื่อนกระดูกคางอีกครั้งหนึ่ง

ทำคางมาแล้วแต่ยังไม่สวยเป๊ะต้องทำไง?

หลายคนที่ตัดสินใจไปเสริมคางมา ไม่ว่าจะด้วยวิธีเสริมด้วยแกนซิลิโคนหรือการปรับสัดส่วนด้วยการเลื่อนกระดูกปลายคางก็ตามที แต่รู้สึกว่ายังไม่สวยพอหรือยังไม่เป๊ะ! ขาดสัดส่วนอีกนิดหน่อยก็จะเพอร์เฟ็ค ซึ่งก็ไม่อยากจะไปเจ็บตัวซ้ำ ให้หมอมาลง(มีด)ผ่าตัดแก้ไขเพิ่มให้ใหม่ มีอีกทางเลือกหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามเลยนั่นคือ การฉีดสารเติมเต็มฟิลเลอร์ ซึ่งนับว่ากำลังเป็นที่นิยมให้บรรดาคนอยากสวยหล่อในบ้านเรา เพราะทำได้ง่ายไม่เจ็บตัวมากและรวดเร็วไม่ต้องพักฟื้น

ปรับสัดส่วนคางให้ด้วยฟิลเลอร์

ผู้ที่เสริมคางด้วยการเลื่อนกระดูกคางมาแล้วนั้น  หากต้องการเสริมคางด้วยฟิลเลอร์ก็สามารถทำได้ ขึ้นอยู่กับเนื้อเยื่อบริเวณคางว่ายืดหยุ่นมากน้อยเพียงใด ส่วนผู้ที่เสริมซิลิโคนคางมาแล้ว และต้องการฉีดเสริมคางด้วยฟิลเลอร์นั้นทำได้ค่อนข้างยาก เพราะผิวหนังจะตึงจากแท่งซิลิโคน โดยเฉพาะผู้ที่เสริมซิลิโคนคางมาเป็นเวลานานหลายปี บริเวณคางจะเกิดพังผืดจนผิวหนังดูดติดกับแท่งซิลิโคน จึงทำให้ไม่มีพื้นที่ในการฉีดได้ ฉะนั้นผู้ที่จะทำการเสริมคางด้วยซิลิโคนแข็งนั้น ควรบอกขนาดและความยาวของคางที่ต้องการกับศัลยแพทย์ก่อนทำการผ่าตัด

ข้อดีเติมคางให้สวยด้วยฟิลเลอร์

ข้อดีของการฉีดคางด้วยฟิลเลอร์คือ ไม่ต้องพักฟื้น เจ็บน้อย สามารถฉีดได้แม้ช่วงเวลาพักเที่ยง (ใช้เวลาไม่นาน) หากไม่ชอบใจสามารถฉีดสลายออกได้ง่ายด้วยเอนไซม์ไฮยาลูโรนิเดส  คางจะนิ่มดูป็นธรรมชาติ ปลอดภัยแม้ประสบอุบัติเหตุหรือกระแทกกับของแข็งก็กลับมาสู่สภาพเดิมได้ สามารถฉีดเติมเพิ่มอีกได้เรื่อยๆ ตามต้องการ แต่ข้อเสียคือต้องฉีดซ้ำเมื่อเวลาผ่านไป เนื่องจากตัวสารจะค่อยๆ สลายไปเองในช่วงเวลา6 เดือนถึง 1 ปี แล้วแต่ชนิดของไฮยาลูโรนิก แอซิด(Hyaluronic acid)

ขั้นตอนการฉีดเสริมคางด้วยฟิลเลอร์

การเสริมคางด้วยฟิลเลอร์ทำได้ง่าย ส่วนมากจะใช้เวลาประมาณ 5-20 นาที ในรายที่กลัวเจ็บแพทย์อาจจะใช้ยาชาชนิดทา ทาก่อนทำการฉีดประมาณครึ่งชั่วโมง คนไข้จะไม่รู้สึกเจ็บแต่จะรู้สึกตึงๆ เล็กน้อย หลังจากฉีดเสร็จอาจจะกลับไปทำงานต่อได้ทันที แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก่อนทำการเสริมคางคือการคุยกับแพทย์ถึงความต้องการและผลที่จะได้รับหลังการฉีด

นานเท่าใดจึงต้องไปเติมฟิลเลอร์เพิ่ม

ฟิลเลอร์ที่แพทย์ใช้ฉีดเสริมคางนั้น แพทย์จะเลือกใช้ชนิดเข้มข้นสูง เพื่อไห้คางได้รูปทรงที่สวยงาม หลังจากฉีดแล้วสารสามารถอยู่ได้นานถึง 1 ปี หรือมากกว่านั้น (ขึ้นกับการดูแล) ในช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ได้ตั้งข้อสังเกตจากผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาด้วยการฉีดฟิลเลอร์ พบว่าในผู้ที่ทำงานในห้องแอร์หรือทำงานในร่ม สารฟิลเลอร์จะสลายตัวช้ากว่าและอยู่นานกว่า 1 ปี บางรายอยู่นานถึง 2 ปี เลยทีเดียว

ข้อควรระวังในการเสริมคางด้วยการฉีดฟิลเลอร์

การฉีดเสริมคางด้วยฟิลเลอร์นั้น ทำได้ดีในรายที่เนื้อเยื่อบริเวณคางยืดหยุ่นได้ดี แต่ในรายที่มีกล้ามเนื้อคางหดเกร็งนั้น ก่อนทำการเสริมคาง แพทย์จะฉีดโบทูลินัม ท็อกซิน 2-4 ยูนิต เพื่อคลายกล้ามเนื้อก่อนอย่างน้อย 7 วัน ส่วนผู้ที่มีคางบุ๋ม แต่อยากเสริมคางอาจจะต้องค่อยๆ เติมฟิลเลอร์ทีละน้อยๆ เพื่อให้เนื้อเยื่อบริเวณคางค่อยๆ ยืดออก แล้วจึงนัดมาเติมเพิ่มอีกเป็นระยะๆ

ข้อควรระวังคือหลังจากฉีดเสริมคาง ควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์และสูบบุหรี่ประมาณ 2 วัน ควรงดการอบซาวน่าหรือล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น เพราะไอน้ำและความร้อนจะทำให้ฟิลเลอร์ที่เพิ่งเติมไหลไปมาได้ ส่งผลทำให้คางเสียรูปทรง และควรงดการทำเลเซอร์ทุกชนิดในช่วง 10-14 วันแรก สำหรับคนไข้ที่รับประทานยาแก้สิวโรแอคคิวเทนอยู่ควรหยุดยาอย่างน้อย 6 เดือน   

EXPERT SAYS:

นพ.ธนวรรฒน์ โชติมา
ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมความงามจาก TNC (ทีเอ็นซี คลินิก)

การจะเสริมคางด้วยวิธีใดก็ตามน่าจะอยู่ในดุลพินิจของศัลยแพทย์ แพทย์จะให้คำแนะนำที่เหมาะสมคนไข้ ไม่ควรตัดสินใจเองว่าจะเลือกวิธีการแบบไหน เนื่องจากบางครั้งจุดบกพร่องนั้นท่านแก้ไขเพียงนิดเดียวก็ทำได้ ไม่จำเป็นต้องเลือกวิธีที่ยากและเจ็บตัวมากเพราะอาจไม่คุ้มกัน การจะเลือกทำอะไรหรือเลือกวิธีการใดที่เหมาะสมกับการแก้ไขข้อบกพร่องน่าจะอยู่ในดุลพินิจของแพทย์เป็นสำคัญ โดยแพทย์จะแนะนำสิ่งที่เหมาะสมที่ดีสุดให้กับคนไข้ บอกถึงวิธีการ ข้อดีข้อเสีย ในแต่ละอย่างเพื่อให้คนไข้ได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วน  จากนั้นทั้งแพทย์และคนไข้ก็จะร่วมกันตัดสินใจเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดตามดั่งคนไข้ต้องการ