ศัลยกรรมลบแผลน้ำกรด

ศัลยกรรมลบแผลน้ำกรด หากเอ่ยคำว่า“แผลเป็น” คงไม่มีใครปรารถนาต้องการมีรอยแผลเป็นไว้ประดับเรือนร่าง และยิ่งถ้ารอยนั้นอยู่บนร่างกาย ในส่วนที่เสื้อผ้าปกปิดยาก ไม่ว่าจะเป็นรอยเล็กหรือใหญ่ สามารถสร้างความกังวลใจให้กับผู้ที่ต้องการมีผิวเรียบเนียน

สาเหตุจากการเกิดรอยแผลเป็นทั่วไป ก็คงเกิดจากปัญหาผิวพรรณ เช่น สิว รอยแผลเป็นจากอีสุกอีใส หรืออุบัติเหตุ เป็นรอยเล็กๆ ในปัจจุบันก็คงแก้ไขลดหรือลบรอยนั้นไม่ยาก แต่หากแผลเป็นนั้นเกิดจากการโดนสารเคมี ไม่ว่าจะเป็น อุบัติเหตุร้ายแรง หรือผู้ไม่ประสงค์ดีที่มีอยู่ในปัจจุบัน  โดยใช้สารเคมีที่มีการทำปฏิกิริยาต่อร่างกายจนเกิดอาการบาดเจ็บที่รุนแรง เช่น การสาดน้ำกรดแล้ว ถือว่าเป็นฝันร้ายของใครหลายคน เพราะไม่มีใครลบรอยแผลเป็นที่อยู่ในใจของผู้ประสบเหตุได้ แต่รอยแผลภายนอกสามารถรักษาได้ด้วยการ “ศัลยกรรมตกแต่ง”

ทำยังไงดี!!! รู้สึกเหมือนมีคนฉีดน้ำกรดใส่หากคุณกำลังเดินอยู่ แต่เอ๊ะ!! น้ำอะไรนะ พุ่งปรี๊ดมาถูกร่างกายเรา และ

เมื่อเวลาผ่านไปสักครู่ เกิดรู้สึกแสบร้อนจนสงสัยว่าสัมผัสเข้ากับเจ้าน้ำกรด การปฐมพยาบาลขั้นแรกคือ การใช้น้ำสะอาดล้างบริเวณที่สัมผัสกับสารเคมี โดยการเปิดน้ำไหลผ่านเพื่อชะล้างหรือเจือจาง และช่วยหยุดการกระจายและการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ หลังจากนั้นให้พบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาทันที

“น้ำกรด” ทิ้งอะไรไว้ให้เรา

โดนมากโดนน้อย ฝันร้ายก็คงห้อยพ่วงท้ายมาเสมอ น้ำกรดไม่เคยปราณีใคร มันมักจะทิ้งร่องรอยความปวดร้าวที่เรียกว่า Chemical burn ให้เราเสมอ Chemical burn ก็คือ แผลหรือรอยไหม้ที่เกิดจากสารเคมี เช่น น้ำยากรดหรือด่าง ความรุนแรงขึ้นอยู่กับความเข้มขนของสารเคมีและระยะเวลาที่สัมผัสกับร่างกาย

พิษสงของน้ำกรด

จะแบ่งออกได้เป็น 3 ระดับ

1.โดนนิดๆ เหมือนสะกิดด้วยปืนฉีดน้ำ ถึงจะโดนเพียงแค่เล็กน้อยฝันร้ายก็ยังมีร่องรอยให้เห็นทิ้งไว้เป็น First degree burn เมื่อผิวหนังในส่วนที่เรียกว่า หนังกำพร้า ถูกทำลาย (Epidermis) แผลที่เกิดขึ้นจึงมีลักษณะตื้น อาการจะบวมแดง และรู้สึกแสบที่ผิวหนังเพียงเล็กน้อย ไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลง หรือสรีระทางร่างกาย การรักษาแพทย์จะให้ยาทาอาการก็จะทุเลาหรือค่อยๆ หายภายใน 1 อาทิตย์

2.โดนหน่อยๆ เหมือนฝนปรอยที่เปียกชื้น หากเกิดสัมผัสกับเจ้าน้ำกรดที่มากหน่อย แต่ปฐมพยาบาลเบื้องต้นหรือพบแพทย์ได้ทัน ก็คงต้องรอดูกันอีกทีว่า มันรุนแรงแค่ไหนเพราะความร้ายแรงของบาดแผล Second degree burn ผิวหนังจะถูกทำลายลึกจนไปถึงชั้นหนังแท้ (Dermis)จะแบ่งออกเป็นสองชนิด

• Superficial partial-thickness burn
คือบาดแผลระดับสองชนิดตื้น อาการจะมีการบวมแดง มีถุงน้ำ ถ้าถุงน้ำแตกหรือลอกออกพื้นแผลจะมีสีชมพู ชื้นๆ มีน้ำเหลืองซึม และคนไข้จะมีอาการปวดแสบมาก เพราะเส้นประสาทบริเวณผิวหนังยังเหลืออยู่ไม่ได้ถูกทำลายไปมากนัก การรักษาแพทย์จะให้ยาทาภายนอก การหายของแผลใช้เวลาประมาณ 2-3 สัปดาห์ ไม่เกิดแผลเป็น 

• Deep partial-thickness burns
คือบาดแผลระดับสองชนิดลึก ผิวหนังจะถูกทำลายลึกจนไปถึงหนังแท้ส่วนลึกลักษณะการ จะแตกต่างกับบาดแผลระดับสองชนิดตื้น (Superficial partial-thickness burn)  แผลจะไม่มีถุงน้ำ แผลมีสีเหลืองขาวแห้ง และไม่ค่อยปวดบาดแผลชนิดนี้มีโอกาสเกิดแผลเป็นได้แต่ไม่มาก ควรระมัดระวังเรื่องการติดเชื้อหรือภาวะแทรกซ้อน การรักษาแพทย์จะให้ยาทา ร่วมกับการใช้ยาปฏิชีวนะเฉพาะที่จะช่วยให้แผลไม่ติดเชื้อ ต้องทำการล้างแผลทุกวัน แผลมักจะหายได้ภายใน 3-6 สัปดาห์

3.โดนเต็มๆ ประเด็นนี้เรื่องใหญ่ หากถึงขั้นชิงรักหักสวาทถึงกับระบายความแค้นด้วยการสาดกันด้วยน้ำกรด ความร้ายกาจจะเพิ่มขึ้นเพราะโดนในปริมาณที่มากจนทำให้เกิดแผล Third degree burn หรือ Full thickness burn ผิวหนังจะถูกทำลายทั้งหมด รวมทั้งต่อมเหงื่อขุมขนและเซลล์ประสาท ในกรณีนี้แพทย์จำเป็นต้องให้ผู้บาดเจ็บพักรักษาและอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิดเพื่อลดภาวะติดเชื้อของคนไข้

“น้ำกรด” หมดไป ทิ้งรอยแผลไว้ให้เจ็บปวด

หลังจากการรักษาในขั้นตอนทั่วไป แล้วสิ่งที่หลงเหลือไว้คือรอยแผลเป็นรอยแผลเป็น ไม่ว่าจะเป็นแผลป็นนูน แผลหดรั้ง และแผลที่เกิดจากเนื้อเยื่อที่ถูกทำลายเสียหายเป็นวงกว้าง นี่คงถือว่าเป็นฝันร้ายที่หลายคนค่อนข้างกังวลใจ เพราะการรักษาจะต้องมีการผ่าตัด เพื่อปลูกเนื้อเยื่อเติมเต็มและทดแทนผิวหนังที่เสียหายไปเพื่อให้รูปหน้าอยู่ในเค้าโครงเดิมให้ได้มากที่สุด

ลบฝันร้ายร่างกายต้องพร้อม

เป็นสิ่งที่ทุกคนรู้กันดีว่า การผ่าตัดจะต้องมีการเตรียมตัว ไม่ใช่ว่าอยากจะผ่า ก็นัดคุณหมอและขึ้นเตียงทำการรักษาได้เลย เบื้องต้นผู้ป่วยควรดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง งดสิ่งเสพติด เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และอาหารเสริมทุกชนิดก่อนผ่าตัด 1 สัปดาห์ แพทย์จะทำการงดน้ำและอาหารเป็นเวลา 6-8 ชั่วโมง 

ขึ้นเตียงเปลี่ยนฝันร้าย

บาดแผลจากการถูกน้ำกรดมักจะมีการสูญเสียผิวหนังทั้งหมด การลบฝันร้ายครั้งนี้ถือว่าต้องใช้เวลาการรักษา เพราะแพทย์จะต้องตัดเอาเนื้อส่วนที่ตายออก และทำการปลูกหนังทดแทนส่วนของผิวหนังที่เสียไป การเลือกตำแหน่งของผิวหนังที่จะมาปลูกทดแทนควรจะเลือกบริเวณที่ใกล้เคียงกับบริเวณที่มีการบาดเจ็บ เช่น ถ้ามีแผลบริเวณใบหน้าก็จะใช้จากผิวหนังส่วนคอหรือบริเวณหน้าอก ไหปลาร้า เพื่อให้สีผิวกลมกลืนและสม่ำเสมอกับผิวหน้า แต่ถ้ามีการสูญเสียผิวหนังเป็นบริเวณกว้าง ส่วนของผิวหนังที่จะเป็นแหล่งกำเนิดมีไม่เพียงพอ อาจจะต้องใช้ผิวหนังเทียมมาปลูกเพื่อกระตุ้นให้มีการสร้างเนื้อเยื่อของร่างกายขึ้นมาใหม่แล้วถึงมีการปลูกผิวหนังบนเนื้อเยื่อที่สร้างขึ้นมาใหม่ บริเวณแผลที่มีอาการนูนเกิน คีลอยด์ หรือแผลหดรั้งเราก็อาจจะใช้วิธีตัดออก หรือว่าลดขนาดลงบางส่วน วิธีนี้อาจจะใช้ร่วมกับการรักษาโดยวิธีอื่น อาจจะใช้วิธีตัดออกโดยตรงแล้วเย็บปิดเป็นเส้นตรง หรืออาจจะตัดแผลเป็นออกเป็นรูปซิกแซกเพื่อที่จะให้แผลเป็นที่เกิดขึ้นใหม่มีลักษณะใกล้เคียงกับรอยย่นตามผิวหนัง การผ่าตัดรักษารอยแผลเป็นจะใช้เวลารักษาตัวประมาณ 1-2 อาทิตย์ ผู้เข้ารับการรักษาอาจต้องเข้ารับการผ่าตัดมากกว่า 1 ครั้ง หากรอยแผลนั้นที่เกิดมีบริเวณที่กว้าง อาจจะต้องใช้ระยะเวลาในการรักษา ประมาณ 3–6 เดือน วิวัฒนาการทางการแพทย์ที่ก้าวหน้า ไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาทางด้านโปแกรมหรือความชำนาญเชี่ยวชาญในการรักษาของแพทย์แต่สำหรับผู้คนบางกลุ่มเป็นเหมือนแสงสว่างเล็กๆที่จะนำพาให้พวกเขาเหล่านั้น กลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างปกติสุข

EXPERT SAYS :

รศ.นพ อภิรักษ์ ช่วงสุวนิช

นายกสมาคมศัลยกรรมตกแต่งแห่งประเทศไทย อาจารย์ประจำภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล 

สำหรับการรักษาแผลเป็นที่เกิดจากการการถูกสารเคมีและเนื้อเยื่อได้ถูกทำลาย การตกแต่งแผลให้สวยงามขึ้นอยู่กับการเลือกผิวหนังของคนไข้ที่นำมาใช้ เพื่อทดแทนผิวหนังในส่วนที่มีการสูญเสียผิวหนังไป ทางแพทย์จะใช้ผิวหนังในบริเวณที่ใกล้เคียงกันเพื่อให้บาดแผลมีความสวยงามมากที่สุด ปัจจุบันมีการนำวัสดุสังเคราะห์ และเทคนิคทางการแพทย์อื่นๆ มาช่วยในการรักษา เพื่อให้โครงสร้างของใบหน้าผู้เข้ารับรักษากลับมาเป็นปกติมากที่สุด หลังจากการรักษาจะเกิดแผลเป็นเนื่องจากการผ่าตัด เพื่อให้การรักษาได้ผลที่ดีมากยิ่งขึ้นต้องมีการดูแลแผลเป็นป้องกันไม่ให้เกิดแผลเป็นนูนขึ้นโดยใช้ซิลิโคนเจลทาหรือปิดบนแผลเป็นหรือใช้โปรแกรมการรักษาอื่นร่วมด้วย