ศัลยกรรมเสริมหน้าอก เสริมเต้านมให้ใหญ่

ศัลยกรรมเสริมหน้าอก เสริมเต้านมให้ใหญ่ เป็นเทรนด์การศัลยกรรมที่ได้รับการรับรองมากว่า 50 ปี และกระแสความนิยมก็ไม่ได้มีมากเท่าสมัยนี้ หากย้อนกลับไปเมื่อหลายสิบปีก่อน ‘ศัลยกรรม’ ถือเป็นกลุ่มคำที่ฟังแล้วให้ความรู้สึกถึงอันตราย หรือวิธีเสี่ยงตายภายใต้มีดหมออย่างหนึ่ง แต่ปัจจุบันการศัลยกรรมอวัยวะต่างๆ กลายเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ภายในระยะเวลา 5 ปี ซึ่งถือเป็นการเจริญเติบโตทางอุตสาหกรรมความงามแบบก้าวกระโดดเป็นอย่างมาก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ ศัลยกรรมเสริมหน้าอก เสริมเต้านมให้ใหญ่ ที่มีแนวโน้มว่าคนไข้จะมีอายุน้อยลงเรื่อยๆ อีกทั้งไซส์ความต้องการที่ทะยานอัพเพิ่มกันมากขึ้น

แม้ว่าขนาดเต้านมของหญิงไทยที่เหมาะสมจะอยู่ที่ประมาณ 200-300 ซีซี  เนื่องจากโครงสร้างรูปร่างที่ค่อนข้างเล็ก บวกกับฐานเต้านมที่มีมาไม่มากนัก ขนาดดังกล่าวจึงเป็นไปตามมาตรฐานที่ให้ผลลัพธ์ออกมาดูสวยงามตามธรรมชาติมากที่สุด แต่กระแสนิยมของเนินอกกลับไม่หยุดอยู่ที่คัพนั้นๆ เพราะปัจจุบันเรามักจะเห็นดารานางแบบ หรือสาวแท้สาวเทียมหลายคนหันมานิยมอัพไซส์ตัวเองให้ตู้มต้ามแบบไม่แคร์โครงสร้างของหญิงไทยตามที่ได้เกริ่นไว้แม้แต่น้อย และดูเหมือนค่านิยมดังกล่าวจะได้รับเสียงตอบรับจากกระแสสังคมอย่างแรง แต่ทุกการศัลยกรรมล้วนมีผลข้างเคียงต่างๆ ตามมาเสมอ มากน้อยอยู่ที่วิจารณญาณของคนไข้ในการเลือกใช้สถานความงาม ประสบการณ์ของแพทย์ผู้ทำการรักษา รวมถึงวัสดุที่ใช้เสริม เหล่านี้จะเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลโดยตรงต่อเต้านมในอนาคตได้

วัสดุที่นิยมใช้เสริมหน้าอก

วัสดุที่นิยมใช้ในปัจจุบันเรียกว่า ซิลิโคน หากเป็นซิลิโคนแบบเก่าจะมีลักษณะเป็นผิวเรียบและเป็นถุงชั้นเดียว ซึ่งง่ายต่อการเกิดพังผืดตรงชั้นใต้ผิวหนังที่ทำการเสริมหน้าอก และมักเกิดการแตกของถุงซิลิโคนได้ง่าย ปัจจุบันถุงซิลิโคนจึงถูกพัฒนาขึ้นใหม่ โดยการเพิ่มชั้นถุงเป็น 2 ชั้น (Double Shelf) และนิยมใช้กันอยู่ 2 แบบคือ ชั้นเปลือกนอกซึ่งเป็นชั้นที่ทำมากจากซิลิโคน และชั้นภายในที่บรรจุด้วยแบบน้ำเกลือ (Saline Implants) หรือแบบซิลิโคนเจล (Silicone Gel Implants) แม้ก่อนหน้านี้จะมีการนำน้ำมันพืชหรือสารผสมต่างๆ เข้ามาเพื่อหวังทดแทนและเป็นทางเลือกใหม่สำหรับวัสดุที่ใช้เสริมหน้าอก แต่กลับไม่เป็นที่นิยมเนื่องจากผลข้างเคียงที่ค่อนข้างอันตราย ปัจจุบันจึงมีเพียงน้ำเกลือและซิลิโคนเจลเท่านั้นที่ยังได้รับความนิยมในการใช้อยู่ แต่ซิลิโคนแบบเจลกลับมีความนิยมมากกว่าซิลิโคนแบบถุงน้ำเกลือ ด้วยเพราะการสัมผัสที่ให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติมากกว่า และปรับชั้นผิวของซิลิโคนให้เป็นลักษณะรูพรุนหรือเนื้อทราย เพื่อลดปัญหาการเกิดพังผืดเกาะตัวเป็นก้อนแข็ง นอกจากนี้รูปทรงของซิลิโคนก็ยังถูกพัฒนาให้มีมากกว่าหนึ่งแบบ โดยเป็นการเพิ่มซิลิโคนทรงหยดน้ำ (Anatomical Shape) ซึ่งดูเป็นลักษณะของเต้านมที่สวยงามตามหลักกายวิภาค ไม่ดูตั้งใจทำมากจนเกินไป

 ศัลยกรรมเสริมหน้าอก เสริมเต้านมให้ใหญ่ เทรนด์ยุคใหม่ ยิ่งใหญ่ยิ่งดี!

สมัยก่อนแพทย์จะนิยมเสริมตามขนาดของฐานหน้าอกคนไข้เป็นสำคัญ  เพื่อผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ และตามความสวยงามเหมาะสมของแต่ละคน โดยจะเพิ่มขนาดข้างละอยู่ที่ประมาณ 200 ซีซี แต่เทรนด์การเสริมหน้าอกในปัจจุบันเริ่มเปลี่ยนไป คนไข้นิยมเสริมหน้าอกให้มีขนาดใหญ่มาก (Over Size) โดยไม่คำนึงถึงความสวยงามตามธรรมชาติเหมือนแต่ก่อน  ขนาดหน้าอกซึ่งถือว่าเป็นไซส์ปกติที่นิยมทำอยู่ที่ประมาณ 400-600 ซีซี หรือมากกว่านั้นก็ยังมี ซึ่งเป็นขนาดเฉพาะของเต้านมใหม่เพียงอย่างเดียว ยังไม่รวมฐานเดิมที่คนไข้มีอยู่แล้ว ทั้งนี้แพทย์จะให้ข้อมูลตามหลักการแก่คนไข้ก่อนที่จะทำการเสริมหน้าอก โดยจะระบุถึงฐานเต้านมเดิมของคนไข้ และขนาดใหม่ที่คนไข้ต้องการว่าเหมาะสมกันดีหรือไม่ โรคแทรกซ้อน และผลข้างเคียงจากการตัดสินใจในแต่ละขนาดจะเป็นอย่างไรบ้าง เพราะหากเต้านมมีขนาดใหญ่เกินฐานเต้านมแล้ว แน่นอนว่าต้องเกิดผลข้างเคียงตามมา

วิธีการนำซิลิโคนเข้าสู่หน้าอกมีอยู่ด้วยกัน 4 วิธี คือ

  • รักแร้ (Armpits)
  • ใต้ราวนม (Submammary)
  • รอบปานนม (Nipples)
  • และสะดือ (Navel)

ซึ่งวิธีผ่าตัดทางสะดือเป็นวิธีที่ไม่ค่อยได้รับความนิยมมากนัก เนื่องจากข้อจำกัดของซิลิโคที่ใช้จะต้องเป็นถุงซิลิโคนน้ำเกลือเท่านั้น  อีกทั้งถุงซิลิโคนน้ำเกลือก็ยังให้ความเป็นธรรมชาติได้ไม่มากเท่าถุงซิลิโคนเจลด้วย ในส่วนของคุณแม่ที่ต้องการเสริมเต้านมหลังคลอดบุตรก็สามารถทำได้ ด้วยการเสริมซิลิโคนผ่านบริเวณผนังหน้าท้องช่วงล่าง โดยก่อนการผ่าตัดแพทย์จะต้องตรวจประวัติการใช้ยาของคนไข้และโรคประจำตัว ในกรณีที่คนไข้มีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป แพทย์ต้องตรวจหัวใจและปอดของคนไข้อย่างละเอียด เพื่อลดความเสี่ยงของอันตรายที่อาจเกิดขึ้นระหว่างผ่าตัด ส่วนการกำหนดการวางของถุงซิลิโคนให้อยู่บนกล้ามเนื้อ หรือใต้กล้ามเนื้อนั้นขึ้นยู่กับดุลพินิจของแพทย์ผู้ทำการรักษาเป็นสำคัญ รวมถึงเทคนิคที่ใช้ผ่าตัดแพทย์ก็ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของคนไข้แต่ละคนร่วมด้วย ขั้นตอนการผ่าตัดแพทย์จะกำหนดแนวเส้นของตำแหน่งที่จะทำการผ่าตัดโดยคำนึงถึงขนาดความยาวของถุงซิลิโคนที่ใช้  จากนั้นจึงวางยาชาหรือดมยาสลบร่วมด้วย ทำการเปิดแผลและสอดใส่ถุงซิลิโคนเข้าไปพร้อมวางตามตำแหน่งที่ได้กำหนดไว้ตั้งแต่แรก จากนั้นก็ทำการเย็บปิดแผล ซึ่งหลังจากเสริมเต้านมแล้วแพทย์จะพิจารณาตำแหน่งหัวนมเดิมของคนไข้ หากพบว่ามีตำแหน่งโดยรวมไม่สวยงามก็อาจทำการตกแต่งย้ายหัวนมให้อยู่ตรงจุดที่สมดุลกับองค์ประกอบโดยรวมด้วย ระยะพักฟื้นหลังผ่าตัดจะอยู่ที่ประมาณ 3-5 วัน คนไข้ก็สามารถทำงานได้ตามปกติ แต่ควรหลีกเลี่ยงกิจกรรมหรือการเคลื่อนไหวที่ต้องใช้แรงมาก เช่น การยกของหนัก การออกกำลังกายที่เกิดการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เป็นต้น

นอกจากนี้คนไข้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคโลหิตจาง (Anemia) แพทย์ต้องตรวจสอบสาเหตุของการเกิดโรคว่ามาจากอะไร หากคนไข้มีสาเหตุมาจากภาวะขาดธาตุเหล็กและมีภาวะการจางของเลือกที่ไม่มากนัก (ไม่ต่ำกว่า 10 กรัม) ก็สามารถเข้ารับผ่าตัดได้ตามปกติ เพราะการผ่าตัดเสริมเต้านมสมัยนี้ไม่ต้องเสียเลือกมากเท่าวิธีสมัยก่อน มีการใช้กล้อง Endoscope ร่วมด้วย คนไข้จึงไม่ต้องเสียเลือดมาก แต่หากพบว่าคนไข้มีอาการโลหิตจางค่อนข้างมาก (ต่ำกว่า 10 กรัม) แพทย์อาจให้คนไข้ทานยาบำรุงเสริมธาตุเหล็กประมาณ 2-3 เดือนก่อนผ่าตัด เป็นการสร้างเม็ดเลือดให้เพียงพอเพื่อความปลอดภัยของคนไข้เอง

ผลข้างเคียงจากการอัพไซส์ (ใหญ่เกินมาตรฐาน)

อย่างที่ได้กล่าวไปในข้างต้นแล้วว่า เทรนด์การเสริมหน้าอกในปัจจุบันนิยมให้มีขนาดใหญ่มากกว่ารูปทรงที่เป็นธรรมชาติ ดังนั้นปัญหาที่ตามมาคือผลข้างเคียงที่ต้องเกิดขึ้นกับคนไข้ ซึ่งแพทย์จะต้องอธิบายทำความเข้าใจกับคนไข้ตั้งแต่ก่อนเริ่มทำศัลยกรรม และหากคนไข้มีความต้องการที่จะอัพขนาดอย่างมโหฬารแบบไม่แคร์ฐานเดิมที่ติดตัวมาก็อาจต้องยอมรับผลข้างเคียงที่อาจพ่วงติดหน้าอกใหม่มาด้วย เช่น ความเสี่ยงต่อการตายของไขมันชั้นใต้ผิวหนัง อาการปวดคอ ปวดหลัง รวมถึงปัญหาเต้านมแคปซูล คือลักษณะเต้านมเกิดการหดรัดมากเกินไป มีสาเหตุมาจากการดูแลจากคนไข้เป็นสำคัญ เพราะอาการเต้านมแคปซูลไมได้เกิดขึ้นเลยโดยทันทีหลังผ่าตัด แต่จะเริ่มมีอาการหลังทำไปแล้วประมาณ 4-5 ปี เหล่านี้คืออาการที่สามารถเกิดขึ้นได้ในอนาคต

ขนาดที่ใช่ในเพศที่ 3
กรณีของคนไข้เพศที่ 3 ส่วนใหญ่แล้วเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์จะผ่านการรับประทานยาคุมกำเนิด (ยากระตุ้นฮอร์โมนเพศหญิง) มาก่อน เพื่อเป็นการกระตุ้นการสร้างฮอร์โมนเพศหญิง ดังนั้นขนาดหน้าอกของคนไข้จึงค่อนข้างมีมากกว่าหน้าอกผู้ชายตามปกติในระดับหนึ่ง แต่การเสริมขนาดของคนไข้ในเพศที่ 3 จะสามารถเพิ่มเติมได้มากกว่าผู้หญิงแท้ เนื่องจากโครงสร้างเดิมของคนไข้ที่มีฐานหน้าอกค่อนข้าง กว้าง ดังนั้นขนาดมาตรฐานทั่วไปที่เหมาะสมกับคนไข้คือ 400 ซีซี ขึ้นไป นอกจากนี้การสัมผัสและความรู้สึกที่ได้ก็ยังไม่แตกต่างกับเต้านมจริงแบบหญิงแท้แต่อย่างใด เนื่องจากหลังการเสริมหน้าอกแล้วภายในเต้านมก็จะมีเส้นประสาทและเส้นเลือดเข้ามาหล่อเลี้ยงได้ตามปกติ ดังนั้นความรู้สึกและการรับสัมผัสจึงไม่มีความแตกต่างกันแม้แต่น้อย แต่หากถามถึงรูปทรงภาพลักษณ์ที่จะดูเป็นธรรมชาติเหมือนของจริงแบบผู้หญิงแท้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับการเตรียมตัวของคนไข้เป็นสำคัญ หากคนไข้รับประทานฮอร์โมนเพศหญิงมาในระดับหนึ่ง ต่อมน้ำนมก็จะเกิดการขยายตัวพร้อมโอบอุ้มการเสริมเต้านมใหม่ได้เกือบทั้งหมด แต่ในกรณีที่คนไข้มีฐานเต้านมแบนราบตามโครงสร้างเต้านมผู้ชาย แพทย์จะใช้วิธีเสริมซิลิโคนผ่านใต้กล้ามเนื้อ ซึ่งให้ผลลัพธ์ไม่แตกต่าง จากการเสริมเต้านมในผู้หญิงแท้เช่นกัน นอกจากนี้ คนไข้จำเป็นต้องทานยาคุมกำเนิดแม้จะผ่าตัดเสริมเต้านมไปแล้วก็ตาม เพราะฮอร์โมนไม่ได้มีผลแต่เพียงเฉพาะเต้านมเท่านั้น ยังส่งผลต่อระบบการเจริญเติบโตทางด้านต่างๆ ของร่างกายร่วมด้วย และยังช่วยขยายต่อมน้ำนมเพื่อช่วยคลุมถุงซิลิโคน ซึ่งถือเป็นสิ่งแปลกปลอมในร่างกายให้ดูเป็นธรรมชาติและสวยงามมากขึ้นได้ในระยะยาว ดังนั้นการทานยาคุมกำเนิดในเพศที่ 3 แม้จะผ่านการเสริมเต้านมมาแล้ว ยังเป็นสิ่งที่คนไข้ควรทำอย่างต่อเนื่อง รวมถึงคนไข้ที่ผ่านการเฉาะน้องชายไปแล้วก็ยังต้องทานยาคุมกำเนิดกันต่อไป

ทุกการเปลี่ยนแปลงล้วนมีความเสี่ยง จะเสริมมากเสริมน้อยก็ยังต้องอาศัยแหล่งข้อมูลที่ดี และคำปรึกษาที่น่าเชื่อถือจากแพทย์ผู้ทำการรักษาเป็นสำคัญ อีกทั้งความคิดเห็นจากคนรอบข้าง หรือผู้ที่ผ่านประสบการณ์เสริมเต้านมมาแล้วนำมาประกอบเข้าด้วยกัน เพราะการตัดสินใจศัลยกรรมคือการเปลี่ยนแปลงครั้งหนึ่งใขชีวิต แม้จะมีเทคนิคต่างๆ พร้อมช่วยแก้ไขปัญหาที่ตามมาได้ แต่หากจะให้ย้อนกลับไปเป็นเหมือนเดิมแต่ก่อนมา คงเป็นสิ่งที่เทคโนโลยีที่รุดหน้าก็ไม่สามารถช่วยเหลือได้