หลังคลอดสวยได้ไม่ยาก Mommy Makeover สวยหลังมีน้อง

อาการอยากสวยไม่เข้าใครออกใคร ถ้าได้ชื่อว่าเป็นผู้หญิงแล้วล่ะก็ ต่อให้ความงามอยู่ตรงไหนก็จะเสาะหา แม้อยู่ไกลสุดฟ้าก็จะดั้นด้นตั้งแต่สาวแรกแย้มหรือสาวบานสะพรั่ง ไม่เว้นแม้แต่คุณแม่ป้ายแดงมือเก่า มือใหม่ หรือมือฉมัง ก็ล้วนแต่อยากสวยเป็นสาวสองพันปีกันทั้งนั้น แต่ข้อจำกัดตรงที่ว่าผู้หญิงที่มีลูกทำให้สรีระทางร่างกาย ที่เฉ้งกระเด๊ะ!! กลับมีปัญหาจุกจิกยุบยิบมากซะเหลือเกิน ทำให้คุณแม่ที่อยากสาวพากันเข้าคอร์สทำนั่นโน่นนี่กันยกใหญ่

“เคลียชัดทุกปัญหาหลังคลอดบุตร สวยได้ไม่ยาก หากคิดดูแล” น่าจะเป็นวลีที่ชวนคิดให้คุณแม่ลุกขึ้นมาปฏิวัติความงามกันหรือหากถูกคนเอ่ยปากทักว่า มีลูกแล้วยังสวยอยู่เลย…!! บรรดาคนเป็นแม่คงชื่นอกชื่นใจกันไม่น้อย ที่ไม่ใช่ว่าจะสวยสะพรั่งกันเฉพาะวัยรุ่นหนุ่มสาวกันเพียงอย่างเดียวซะเมื่อไหร่ ฉะนั้นเรามีเทคนิคดีๆ มาฝากกัน ที่จะมามอบให้คุณแม่รับไปทั้งสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง แถมยังพ่วงท้ายมาด้วยเรื่องของความสวย ความงามกันอีกด้วย 

ลดน้ำหนักคุณแม่หลังคลอดให้หุ่นสวยเหมือนเก่า

ยามตั้งครรภ์น้ำหนักคุณแม่จะเพิ่มขึ้นจากสองอย่างด้วยกัน คือน้ำ และไขมัน เมื่อคลอดบุตรน้ำหนักคุณแม่จะหายไปประมาณ 5 กิโลกรัม ทำให้เกิดปัญหาผิวไม่กระชับ เหี่ยวย้อย เนื่องจากร่างกายที่ยุบด้วยความรวดเร็ว ถ้าผิวย้อยไม่มากเท่าไรคุณแม่ยังสามารถออกกำลังกายได้ด้วยตัวเอง เช่น เล่นโยคะหรือการบริหารร่างกายที่ช่วยกระชับกล้ามเนื้อในกรณีที่คุณแม่มีไขมันเยอะมากก็ต้องมาแก้ตามรูปร่างไปเป็นส่วนๆ เช่น ส่วนของต้นขาที่ไขมันลดค่อนข้างยากก็อาจจะต้องใช้เครื่องมือช่วยแต่ถึงอย่างไร ก็ห้ามอดอาหารให้เปลี่ยนมาเติมพลังด้วยการทานอาหารที่เป็นประโยชน์ไม่กินตามใจปากแทน เพราะจะช่วยให้คุณแม่กลับมาสวยได้เหมือนเดิม เช่น เลือกอาหารที่เปี่ยมคุณภาพที่ให้ทั้งพลังงานและไขมันดี เช่น ปลา นม และโยเกิร์ต

โบกมือลา “ท้องลาย” รักษาได้ด้วยเลเซอร์

เชื่อว่าคุณแม่หลายท่านหลังจากคลอดบุตรแล้วจะมีความกังวล หนักใจกับปัญหา “ผิวแตกลาย” ว่าจะทำอย่างไรให้ผิวกลับมาเนียนเฉกเช่นดังเดิมได้ แม้ยามตั้งครรภ์จะทาครีมบำรุงเป็นอย่างดีแล้วก็ตามแต่รอยแตกก็ยังมีให้เห็น คุณแม่ไม่ต้องกังวลนะคะ เพราะปัจจุบันมีนวัตกรรมทางการแพทย์ที่สามารถมาช่วยคุณแม่ทั้งหลาย ในเรื่องการรักษาผิวที่มีรอยแตกลายให้ดูจางลง ซึ่งเป็นทางเลือกหนึ่งให้คุณแม่กลับมาสวยอีกครั้งหลังคลอด

สาเหตุของผิวแตกลาย

ก่อนอื่นต้องทราบก่อนนะคะว่าผิวของคนเราจะมีอยู่สองชั้น คือชั้นหนังกำพร้าและชั้นหนังแท้ หนังกำพร้าก็จะมีเซลล์เม็ดสี ส่วนชั้นหนังแท้จะมีพวกเส้นใยอีลาสติน เส้นเลือด และเส้นประสาทเกาะอยู่ ฉะนั้นถ้าผิวมีการยืดเร็วหรือมีการเปลี่ยนแปลงของไซส์ผิดปกติ เส้นใยพวกนี้ก็จะถูกยืดออกไปทำให้เกิดรอยได้ โดยรอยแตกในช่วงแรกจะเป็นสีแดงจากนั้นจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีดำ แล้วก็จะซีดลงจนกลายเป็นสีขาวในที่สุด

ปัญหาแตกลาย รักษาได้ด้วยเลเซอร์

วิธีการแก้ปัญหาที่ตรงจุดก็คือให้ร่างกายสร้างเส้นใยขึ้นมาใหม่โดย FRACTIONAL LASER เป็นวิธีการรักษาล่าสุดด้วยเลเซอร์ จะทำงานโดยการสร้างผิวใหม่คล้ายกับการรักษาหลุมสิว คือยิงลงไปให้มีแผลเล็กๆ ที่เรามองไม่เห็น จากนั้นร่างกายก็จะสร้างเซลล์ขึ้นมา เมื่อเซลล์สามารถสร้างเส้นใยคอลลาเจนผิวบริเวณนั้นก็จะเต็มขึ้นมาได้ แต่ต้อง

ค่อยๆ ทำ ประมาณ  4-5 ครั้งก็จะเริ่มเห็นผล ผิวบริเวณที่ทำก็จะเริ่มเนียนขึ้น ในสามเดือนแรกคุณแม่ อาจจะรักษาเรื่องของเม็ดสีก่อนก็ได้เช่น ใช้ยาทาหรือทรีตเมนต์ แต่ถ้ารักษาด้วยเลเซอร์แนะนำว่าให้รอยแตก กลายเป็นสีขาวก่อนหรือหลังคลอดบุตรแล้วประมาณ 3-6 เดือนขึ้นไปจะเป็นช่วงเวลาที่รูปร่างของคุณแม่เริ่มกลับมาเข้าที่แล้วค่ะ

ขั้นตอน และผลลัพธ์หลังจากการรักษา

ขั้นแรกจะมีการทายาชาหรือผลักยาชาก่อนเพื่อให้คนไข้รู้สึกน้อยที่สุดเพราะในขณะยิงเลเซอร์อาจมีอาการร้อนในบริเวณที่ทำ จากนั้นก็จะยิงเลเซอร์ประมาณ 10 นาที เมื่อเสร็จสิ้นจะมีการประคบเย็นลดอาการอักเสบ บวม แดง หลังจากที่ทำประมาณ 4-5 ครั้ง ผิวก็จะเริ่มเนียนขึ้น หรือถ้าแผลลึกมากก็อาจเห็นผลใน 10 ครั้งขึ้นไป เมื่อเส้นใยสร้างขึ้นมาแผลก็จะค่อยๆ ตื้นขึ้น และเริ่มกลับมาเนียน รอยแตกก็จะแลดูจางลง สำหรับการดูแลพิเศษหลังจากการยิงเลเซอร์รักษาผิวแตก

ลายนั้น โดยส่วนใหญ่บริเวณที่รักษาจะอยู่ในร่มผ้า จึงไม่ค่อยมีโอกาสได้ไปโดนแสงแดด แต่อย่างไรก็ดีคุณแม่ก็ควรทากันแดดและบำรุง ทามอยส์เจอไรเซอร์ตามปกติ

ป้องกันรอยแตกลายได้ด้วยตัวเอง

สำหรับการป้องกันรอยแตกลายบนผิว คุณแม่ควรทำตั้งแต่เนิ่นๆ ได้แก่ การหมั่นทาโลชั่นบนผิว น้ำมันมะกอก ครีมหรือโลชั่นบำรุงผิวที่มีส่วนผสมของมอยส์เจอไรเซอร์ชนิดใดก็ได้ที่ปลอดภัย เพื่อให้ผิวมีความยืดหยุ่นได้ดี โดยเน้นส่วนผสมที่สกัดมาจากธรรมชาติ เพราะหากปล่อยไว้นานขึ้นรอยแตกลายจะมีสีซีดลงจนเป็นสีขาว ผิวบางและบุ๋มลงเหมือนแผลเป็น การรักษาในระยะนี้ต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเปลี่ยนเป็นคุณแม่หน้าใสไร้รอยสิว ฝ้า กระ เมื่อตั้งครรภ์ฮอร์โมนในร่างกายที่เปลี่ยนไปทำให้คุณแม่เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งร่างกาย และผิวพรรณ ไม่ว่าจะเป็นฝ้า กระ สิว หรือรอยดำตามร่างกาย เช่น รักแร้ ต้นคอ ที่ล้วนแล้วแต่ส่งผลให้หลังคลอดบุตรเกิดเป็นปัญหาผิวไม่เนียนสวยเหมือนดั่งก่อน แต่ปัญหานี้ก็สามารถแก้ไขได้เพื่อให้คุณแม่กลับมามีความมั่นใจอีกครั้ง เช่น การทาครีมบำรุง นอกจากนั้นควรควบคู่ไปกับการยิงเลเซอร์หรือทรีตเมนต์ด้วย เพื่อที่จะได้ผลดีมากยิ่งขึ้น

ขั้นตอนการรักษา

ฝ้าอาจจะรักษาด้วยเลเซอร์หรือทรีตเมนต์เพื่อจะทำให้บริเวณที่มีเม็ดสีอยู่มากดูจางลงไป ส่วนกระนั้นถ้าเป็นกระสีก็สามารถจี้ออกได้ทันทีและเมื่อรักษาเสร็จแล้วก็จะหมดไป สำหรับกระเนื้อถ้าคุณแม่มีมากก็อาจจะค่อยๆ ทยอยทำไปทีละส่วน เพราะในคุณแม่บางรายอาจมีกระเนื้อขึ้นมาเป็นจำนวนมากขณะตั้งครรภ์ อีกหนึ่งปัญหาที่พ่วงมากับภาวะคุณแม่หลังตั้งครรภ์ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้นั่นคือ “หน้าอกหย่อนยาน” เพราะคุณแม่ต้องคอยเลี้ยงดู ให้ให้นมบุตรลูกซึ่งในช่วงระหว่างนี้คงไม่มีใครคนใดที่จะคอยมาพะวักพะวนอยู่กับรูปร่างเต้านมของตนว่าจะเสียทรงกัน ด้วยสายใยแห่งรักที่แม่มีให้ลูกแล้วมากกว่านี้ผู้หญิงที่ขึ้นชื่อคำว่า “แม่” ย่อมทำได้เสมอ…

ปกติหลังจากที่คุณแม่ตั้งครรภ์แล้วมักพบว่าสภาพร่างกายต่างๆ มักเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะตรงส่วนหน้าอกจากที่เคยกระชับได้ สัดส่วน กลับต้องมีการหย่อนคล้อยลง ซึ่งขึ้นอยู่กับจำนวนการคลอดบุตร และการดูแลระหว่างตั้งครรภ์รวมถึงสรีระทางพันธุกรรมด้วย โดยสามารถสังเกตได้จากหัวนม และปานนมมีการขยายขนาดกว้างขึ้น สีผิวบริเวณรอบมีความเข้มขึ้นซึ่งหากคิดจะตัดสินใจ ทำการปรับเปลี่ยนด้วยการศัลยกรรมนั้นควรจะอยู่ในช่วงหลังการให้นมบุตรแล้วเสียก่อน

ผ่าตัดกระชับทรวงอก พ่วงเสริมอึ๋ม

ทางศัลยแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาจากโครงสร้างของเต้านมว่ามีความหย่อนคล้อยมากหรือน้อยเพียงใด ถ้าไม่มากนักอาจจะใช้วิธีการปรับแต่งรูปทรงให้มีความกระชับมากขึ้นหรือบางคนอาจจะใช้การเสริมหน้าอก แต่ทางคนไข้จะต้องทราบก่อนว่าการผ่าตัดนั้นจะต้องพบกับรอยแผลนั้นตามมา ถ้าความคล้อยน้อยแผลเป็น อาจจะอยู่เพียงรอบๆ หัวนม หากอยู่ในระดับปานกลางรอยแผลจะอยู่ในราวนม โดยการผ่าตัดจะเปิดแผลที่รักแร้ ปานนม หรือใต้ราวนมแล้ว แต่ว่าจะตกลงกับคนไข้ว่าอย่างไรจากนั้นแพทย์จะแหวกเนื้อเต้านม และกล้ามเนื้อแผงอกให้แยกออกจากกัน เป็นช่องกว้างขนาด พอเหมาะที่จะใส่ถุงซิลิโคน ด้านการดูแลหากจะใส่ชุดยกกระชับ ทรวงอกเป็นเพียงตัวช่วย จึงควรเลือกที่เข้ากับขนาดหน้าอกตัวเอง ไม่รัดหรือหลวมจนเกินไป ระยะเวลาในการใส่นั้นประมาณ 2–3 เดือน รวมทั้งการนวดหน้าอก หลังผ่าตัดเสริมหน้าอกด้วยเพื่อให้ถุงนมสามารถเคลื่อนไหวได้ตลอดเวลา เนื่องจากร่างกายจะสร้างพังผืดมาล้อมตัวถุงนมเทียมไว้ หากถูกจนเกินไปจะทำให้หน้าอกเกิดอาการตึงแข็งหรือ มีอาการบิดเบี้ยวของเต้านม ด้านค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับวิธีการที่จะเลือกใช้ ส่วนใหญ่การยกกระชับร่วมกับเสริมซิลิโคนด้วย การเสริมหน้าอกนอกจากจะแก้ไขในผู้ที่มีหน้าอกเล็กแล้วยังช่วยด้านความหย่อนคล้อยได้ด้วย ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาการรักษาเอง โดยปัจจุบันมีการเสริมอยู่ 2 ลักษณะที่แพร่หลายกัน คือแบบซิลิโคนถุงน้ำเกลือ และซิลิโคนเจล ด้านถุงน้ำเกลือมีการผลิตออกมาเป็นทั้งผิวเรียบ และผิวทราย มีทั้งทรงกลม และทรงหยดน้ำมีขนาด แตกต่างกันเป็นถุงที่มีความปลอดภัยสูงสุดในเรื่องสารแปลกปลอม เพราะสารที่ใส่ในถุงเป็นน้ำเกลือ ซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่จะมีปัญหาเรื่องการรั่วซึมของน้ำเกลือออกจากถุงได้ ส่วนซิลิโคนเจล ลักษณะของถุงภายนอกจะเป็นแบบซิลิโคนแข็ง เช่นเดียวกับถุงน้ำเกลือ แต่ภายในบรรจุสารที่เป็นซิลิโคนเหลว ซึ่งทำให้มีความรู้สึกเป็นธรรมชาติมากกว่า แต่ข้อเสีย คือภายในบรรจุซิลิโคนเจลซึ่งเป็นสารแปลกปลอมบวกกับขนาดของถุงเต้านมจะมีขนาดเฉพาะ ถ้าต้องการเพิ่มหรือลดขนาดจะต้องเปลี่ยนถุงใหม่ และแผลผ่าตัดจะใหญ่กว่าถุงเต้านมแบบน้ำเกลือด้วย

“แผลคีลอยด์” รอยแผลที่คุณแม่หลังคลอดประสบ 

รอยแผลผ่าตัดหลังคลอดหรือที่เรียกว่า คีลอยด์ มักเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยไม่ว่าจะทางพันธุกรรมของผิว ความตึงของแผล ส่วนใหญ่จะเป็นแนวตั้ง และแนวนอน (รอยขอบบิกินี่) ลักษณะของแผลจะเป็นการนูนที่มีเม็ดสีออกจะแดง มีความต่างจากพื้นผิวเดิม  และการเย็บของแผลที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งการรักษาในปัจจุบันจะมีหลายแบบ อาทิ ฉีดสเตียรอยด์ การใช้แผ่นซิลิโคนชีท เพื่อแปะป้องกันหากรักษาแล้วไม่เห็นผลใดๆ เลย จะเลือกใช้วิธีการแบบรังสีเอกซเรย์ นอกจากนี้ยังมีการรักษาอื่นเช่น VASER กลุ่มยาปรับเปลี่ยนลดปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันของคนไข้ด้วย บางกรณีมักใช้หลายวิธีหรือวิธีเดียวก็สามารถตอบสนองได้ดี ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับรอยแผลของแต่ละบุคคลด้วย

รูปแบบการรักษา

• ฉีดสเตียรอยด์ เป็นอันดับแรกที่ทางแพทย์เลือกใช้รักษากันเพื่อลดแผลที่มีรอยนูนลง และดูเรียบขึ้น ระยะเวลาในการเห็นผลประมาณ 1–2 เดือน แต่ถ้าฉีดแล้วการตอบสนองไม่ดี รอยแผลยังนูนมากอยู่ แพทย์จะทำการตกแต่ง แผลใหม่แล้วค่อยกลับมาฉีดสเตียรอยด์อีก พร้อมทั้งให้ทางคนไข้ติดแผ่นซิลิโคนร่วมด้วย หากเกิดรอยแผลนูนที่มีขนาดขยายเพิ่มขึ้นแล้วมาให้ทางแพทย์ฉีดสเตียรอยด์เกิดไม่ได้ผลตอบสนอง เราอาจจะใช้การผ่าตัดเพื่อขจัดแผลรอยนูนดังกล่าวนี้ ผลข้างเคียงของวิธีนี้คืออาจจะทำให้เนื้อเยื่อบริเวณข้างๆ ฝ่อลงได้ หรืออาจเป็นอันตราย หากฉีดถูกเข้ากระแสเลือด แต่หากฉีดในตำแหน่งแผลที่ถูกต้องย่อมถือว่ามีความปลอดภัยค่อนข้างสูง

• รังสีเอกซเรย์ ทางแพทย์จะเลือกเป็นวิธีสุดท้ายที่ไม่ตอบสนองในผลของการรักษารอยแผลนั้นแล้ว เนื่องจากการใช้ปริมาณรังสีในปัจจุบันค่อนข้างมีน้อย และถือเป็นการรักษาที่ดีแต่ก็มีผลแทรกซ้อนตรงส่วนการฉายรังสีที่ีพบโอกาสเสี่ยงต่อมะเร็งได้ ผลลัพธ์ที่ได้ว่าเกือบ 90 %

• แผ่นซิลิโคนชีท เป็นการป้องกันมากกว่าการรักษา ถ้าแปะขณะที่แผลนูนแล้วจะไม่ได้ผล ทางที่ดีควรแปะช่วงที่แผลหายแรกๆ และยังไม่เกิดรอยนูนน่าจะเห็นผลที่ดีกว่า ซึ่งบางคนมีความเข้าใจว่า เมื่อเกิดรอยแผลที่นูนแล้ว นำมาแปะจะส่งผลให้เกิดการยุบตัวนั้นเป็นความคิดที่ผิด

• การผ่าตัด รักษาด้วยวิธีนี้ทางแพทย์จะเป็นผู้พิจารณาโดยตรวจสอบประวัติแก่คนไข้ว่ามีการแพ้ยาชาหรือยาแก้อักเสบ และควรงดทานยาที่มีผลกระทบต่อการแข็งตัวของเลือดหรือผู้ที่มีภาวะโรคหัวใจ โรคเบาหวานหรือไม่ หากแผลมีความกว้าง อาจจะมีการดมยาสลบ หรือหากคนไข้กังวลมากอาจมีการให้ทานยานอนหลับ วิธีการคือจะทำการเย็บแผลที่เป็น แนวตรงซ่อนรอยผิวหนัง และตัดไหมประมาณ 2–3 อาทิตย์ จากนั้นแพทย์ทำการพิจารณาว่าแผลเป็นอย่างไร หลังการรักษาควรดูแลไม่ให้เกิดการนูนอีกโดยทำการตรวจแผลเดือนละครั้ง

ใส่ใจแผล ดูแลรักษาอย่างไร ?

แผลเป็นนูนการรักษาจะเห็นผลมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับผิวของคนไข้เนื่องจากแผลเป็นนูนเกิดจากการทำงานของเซลล์ผังพืดที่ผิดปกติ ซึ่งจะต้องใช้เวลาในการรักษา บางคนอาจจะละเลยพบว่ารอยนูนยุบลงจึงไม่มีการดูแลต่อซึ่งทางที่ดีควรใส่ใจอย่างต่อเนื่อง และป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก

การผ่าตัดกระชับช่องคลอด

เรื่องนี้ถึงจะเป็นความสวยที่ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่า แต่ใครจะรู้ว่ามันเป็นสิ่งหนึ่งที่สาวๆ ใส่ใจมากเป็นพิเศษ เพราะถ้าจะสวย ก็ต้องสวยทุกสัดส่วน และยิ่งสำหรับคุณแม่ที่คลอดด้วยวิธีธรรมชาติแล้วละก็ การที่จะทำให้รู้สึกว่า สาวขึ้นไม่ใช่เพียงแค่การรักษา ที่กล่าวมาทั้งหมดแต่ยังก็ร่วมไปถึงการผ่าตัดกระชับช่องคลอดอีกด้วย เพราะการคลอดในวิธีธรรมชาตินั้นจะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณ ช่องคลอดเกิดการขยายตัวและหย่อน การรักษาจะมีสองวิธี คือผ่าการผ่าตัดเล็ก และการผ่าตัดใหญ่

การผ่าตัดเล็กมีขั้นตอนการรักษาดังนี้

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะทำการฉีดยาชารอบๆ ช่องคลอดทั้งด้านในและด้านนอกแทนการวางยาสลบ และทำการผ่าตัดตกแต่งผนัง ช่องคลอดล่างพร้อมทั้งผนังส่วนที่เกินของ ช่องคลอดออกและเย็บผนัง ช่องคลอดเข้าหากันเพื่อให้ช่องคลอดมีความกระชับขึ้น ขั้นตอนนี้ ใช้เวลาผ่าตัดประมาณ 1 ชั่วโมง ในการผ่าตัดและสามารถกลับบ้านได้การผ่าตัดใหญ่มีขั้นและวิธีการที่มากกว่าการผ่าตัดเล็ก เพราะส่วนใหญ่คนไข้จะมีภาวะช่องคลอดหย่อนยานอย่างรุนแรง มีการปัสสาวะซึมร่วมด้วย โดยแพทย์จะใช้วิธีวางยาสลบ หลังจากนั้นแพทย์จะทำการตกแต่งทั้งด้านหน้าและหลังของผนังช่องคลอด รวมไปถึงกระบังลมที่หย่อนยาน การผ่าตัดจะใช้เวลาประมาณ 2–3 ชั่วโมง วิธีนี้แพทย์จะให้คน ไข้พักฟื้นที่โรงพยาบาลเพื่อดูอาการ

ครบสูตรความงามคุณแม่หลังคลอดแบบจัดเต็มสำหรับคุณแม่ที่กำลังมีเจ้าตัวเล็กที่กำลังจะลืมตาดูโลกนั้นไม่ต้องกลัวเลยว่าความสวยของคุณแม่หลังคลอดนั้นจะลดลง เพราะถ้า MakeOver แบบนี้ไม่ต้องกลัวเลยว่า ความสวย ที่ได้มาจะไม่สมใจ และขอบอกอีกนิด สำหรับคุณแม่ที่กำลังจะ ทำการ Make Over เตรียมตัวเตรียมใจไว้สักนิด กับนิยามคำว่าคุณแม่ยังสาวได้เลย

EXPERT SAYS :

นพ. รุ่งกิตต์ ตัญจพัฒน์กุล

ศัลยแพทย์ตกแต่งโรงพยาบาลเลิดสิน และที่ปรึกษาแผนกศัลยกรรมตกแต่ง โรงพยาบาลผิวหนังอโศก

การกระชับหน้าอกควรมีการศึกษาหาข้อมูลมาก่อน ส่วนใหญ่จะเป็นการผ่าตัดที่มักคู่กับรอยแผลเป็นด้วยหรือถ้าผู้ที่ต้องการหลีกเลี่ยงกับปัญหานี้ และมีหน้าอกหย่อนคล้อยที่น้อยสามารถใช้วิธีการเสริมด้วยซิลิโคนได้ อีกทั้งคน ไข้ต้องรับทราบถึงการดูแลหลังการรักษาด้วย

EXPERT SAYS :

ผศ.ดร.พญ.บริสุทธิ์ แสนมโน หาญพานิช

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและ Anti Aging  ผู้บริหาร Pure’n Bright MedDent Clinic

สำหรับคุณแม่ที่ผ่าคลอดต้องเว้นบริเวณหน้าท้องไว้ประมาณ 3 เดือน ห้ามรักษาด้วยการยกกระชับหรือการออกกำลังที่ต้องเกร็งกล้ามท้อง เช่น ซิทอัพ เพราะแม้แผลข้างนอกจะดูหายดีแล้ว แต่ต้องรอยแผลข้างในสมานดีเสียก่อน ส่วนเรื่องอื่นๆ ยังสามารถรักษาได้ทั้งหมด เช่น การรักษารอยแตกลายหรือการทำผิวให้เนียนใส ลดรอยสิว ฝ้า รอยดำที่รักแร้ ต้นคอ โดยควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อการรักษาที่ได้ผลดีที่สุด