Oops! It appears that you have disabled your Javascript. In order for you to see this page as it is meant to appear, we ask that you please re-enable your Javascript!

ศัลยกรรมลดขาใหญ่ให้เรียวสวย

หลากตัวช่วยปรับลุคให้ขาสวย สวมใส่ขาสั้น กางเกงรัดติ้วได้อย่างมั่นใจ น่าจะเป็นที่พึงปรารถนาของสาวๆ หลายคนไม่น้อยเพราะด้วยกระแสเทรนด์แฟชั่น และการอยากโชว์สัดส่วนของคุณผู้หญิงจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะสรรหา สารพันวิธีการลดขาท่อนซุงนี้ออกไปจากชีวิต งั้นลองมาดูหลากวิธีที่ทางนิตยสารคอสเมติกได้เฟ้นหาตัวช่วยมาไว้ที่นี่แล้ว มาติดตามกับคอลัมน์นี้ได้เลย

ต้นขาใหญ่  ใช่คุณหรือเปล่า ?

สาวๆ ที่สงสัยว่าทำไมช่วงนี้มื้อเย็นเราก็ลดขนม นม เนย ก็เบาๆ ลงแต่ช่วงต้นขายังคงเป็นท่อนซุงอยู่ เพราะว่าสาเหตุจริงๆ นั้นไม่ใช่เพราะเรากินอาหารเข้าไปอย่างเดียว แต่ด้วยปัจจัยทางพันธุกรรมต่างหาก ซึ่งสามารถสังเกตได้จากสะโพกลงมาถึงต้นขาด้านข้างจะมีโครงสร้างที่กว้างออกคล้ายกับกางเกงขี่ม้าหรือเรียกกันว่า Saddle bag ซึ่งความไม่สมดุลนี้อาจจะเกิดขึ้นได้ทั้งในคนผอมหรือคนอ้วนทำให้เวลาใส่กางเกงแล้วดูขาไม่เรียวงาม

ศัลยกรรมลดขาใหญ่ให้เรียวสวย

ไม่ว่าจะนุ่งสั้น หรือรัดรูปโชว์สัดส่วนเรียวขางามๆ แต่กลับมีทรงที่ใหญ่ สาวๆ คงไม่ปลื้มเป็นแน่  จะจัดการกับปัญหาเหล่านี้กันด้วย ศัลยกรรมลดขาใหญ่ให้เรียวสวย ซึ่งมีหลายวิธีขึ้นอยู่กับความเหมาะสม และการพิจารณาของแพทย์ที่มีความชำนาญเป็นสำคัญ

1.การฉีดเมโสเทอราปี (Mesotherapy)

เป็นเทคนิคการฉีดยาชนิดต่างๆ เข้าสู่ใต้ผิวชั้นไขมันไปยังบริเวณที่ต้องการรักษาเพื่อไปทำลายให้ผนังเซลล์ของเซลล์ไขมันแตกตัว และไขมันก็จะถูกขับออกทางระบบน้ำเหลือง และระบบการไหลเวียนของโลหิต โดยจะถูกขับออกจากร่างกายได้เอง

ผลลัพธ์ เริ่มเห็นผลการเปลี่ยนแปลงในระยะเวลา 1–2 สัปดาห์แต่จะขึ้นอยู่กับปริมาณไขมันของผู้รักษาด้วย

ระยะเวลาการฉีด สามารถฉีดซ้ำได้ทุก 2–3 อาทิตย์/ครั้ง

ข้อดี ไม่เจ็บปวดมาก ไม่ต้องใช้เวลาพักฟื้น สามารถทำงานได้ตามปกติ

ข้อเสีย การฉีดแต่ละครั้งไม่สามารถกำหนดการสลายตัวของไขมันที่แน่

นอนได้ จึงต้องประเมินผลต่อครั้ง และต้องทำการรักษาหลายครั้ง

ข้อควรระวัง อาจเกิดรอยฟกช้ำ มีรอยแดงได้หรือแพ้สารจากการฉีดและคนไข้ต้องอยู่ในภาวะที่ร่างกายสมบูรณ์ หากเป็นโรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการรักษา 

ค่าใช้จ่าย ขึ้นอยู่กับจำนวนยาที่ใช้ และพื้นที่บริเวณต้นขาในการรักษา

2.การฉีดก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์ (Carboxy therapy)

เหมาะสำหรับการลดไขมันเฉพาะที่โดยแพทย์จะรักษาด้วยการเริ่มทำความสะอาดผิวบริเวณที่จะฉีดด้วยแอลกอฮอล์เช่นเดียวกับการฉีดยาทั่วไป จากนั้นจะใช้เข็มขนาดเล็กเจาะเข้าไปที่ชั้นผิวโดยปลายเข็มจะเป็นท่อพร้อมปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์เข้าไปในบริเวณที่มีไขมันสะสม จะไปทำให้เซลล์ไขมันที่เป็นก้อนกลมๆ อยู่ในชั้นผิวนั้นแตกตัวออกเป็นไขมันหลังจากฉีดก๊าซเข้าไปในผิวหนังแล้ว อาจมีอาการปวดและพบรอยช้ำบ้าง แต่จะจางหายไปเอง ส่วนในกลุ่มผู้ที่ควรหลีกเลี่ยง ได้แก่ ผู้ที่มีระบบการไหลเวียนโลหิตผิดปกติ ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน ระบบทางเดินหายใจ และสตรีมีครรภ์ ซึ่งก่อนที่จะรักษาควรแจ้งประวัติก่อนว่ามีโรคประจำตัวใดบ้างเพื่อแพทย์จะได้ให้คำแนะนำอย่างถูกต้อง และเพื่อความปลอดภัยแก่ตัวคนไข้เอง ผลลัพธ์ที่ได้จะเริ่มเห็นผลในสัปดาห์ที่ 2-3 ผลดี ของการรักษาวิธีนี้ คือง่ายไม่ต้องพักฟื้น ผลเสียต้องทำหลายครั้ง เจ็บตัว และไม่สามารถคาดคะเนได้ในแต่ละครั้ง

3.การสลายไขมันจากภายนอก (External Lipolysis)

การลดไขมันด้วยการใช้เครื่องมือเข้ามาช่วยสลายไขมันโดยไม่ต้องเจ็บตัว และไม่ต้องมีการพักฟื้นแต่อย่างใด แต่ก็ต้องแลกมาด้วยค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง และต้องทำซ้ำอยู่หลายครั้ง โดยไม่สามารถบอกจำนวนครั้งที่ชัดเจน ต้องประเมินผลเป็นครั้งๆ ซึ่งการลดไขมันในลักษณะนี้มีหลากหลายวิธีดังเช่น 

การสลายไขมันด้วยความเย็น (Cool Sculpting) มีการค้นพบว่าความเย็นในประมาณ -5 ถึง -7 องศาเซลเซียสมีผลให้เซลล์ไขมันเข้าสู่จุดเยือกแข็ง แล้วสั่งการให้ทำลายตัวเอง (Apoptosis) แต่ไม่มีผลต่อเซลล์ข้างเคียงเซลล์ผิวหนัง หลอดเลือด เส้นประสาทแต่อย่างใด จากนั้นร่างกายก็จะกำจัดเซลล์ที่ตายแล้วเหล่านี้ออกไป ตามกระบวนการทางธรรมชาติทำให้ชั้นไขมันลดลง แต่ไม่เจ็บตัว ไม่มีแผล และไม่ต้องมีการพักฟื้น ผู้ที่ได้รับการรักษาจะเห็นผลการเปลี่ยนแปลงว่าชั้นไขมันจะหดตัวเล็กลง ซึ่งเห็นผลอย่างชัดเจนหลังรับการรักษาประมาณ 2–6 สัปดาห์

ข้อดีของตัวนี้ คือไม่ต้องพักฟื้น ผลข้างเคียงหลังการรักษานั้นอาจพบรอยแดงบ้าง ชาบริเวณที่ทำการรักษา 2-3 ชั่วโมง ก็จะหายไปหรือมีรอยช้ำบ้าง 2-3 วันก็จะหายไปเอง

คลื่นวิทยุ (Radio Frequency) เป็นพลังงานคลื่นวิทยุที่เปลี่ยนเป็นความร้อนแผ่ลงลึกเข้าสู่ผนังเซลล์จนทำให้เกิดการสลายไขมันในระดับลึกพร้อมทั้งกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และอีลาสตินทำให้ผิวหนังเกิดการยกกระชับ เข้ารูปได้สัดส่วน เรียบเนียนยิ่งขึ้น ผลลัพธ์ที่ได้นั้นจะพบว่า สัดส่วนบริเวณที่รักษานั้นจะลดลง

ข้อดี คือเร่งให้เกิดการสลายไขมันในส่วนที่ทำการรักษา กระตุ้น และขับของเสียออกไป ขจัดไขมัน และเซลลูไลท์ วิธีการนี้จะมีความปลอดภัยสูง

พลังงานคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultra Sound) ช่วยในการสลายเซลล์ของไขมัน (LipoSelection) วิธีการคือ แพทย์จะวางเครื่องมือไปยังผิวหนังตรงไขมันเฉพาะจุด แล้วจะปล่อยพลังงานคลื่นเสียง (Ultrasound) ในระดับความถี่ที่จะไปทำลายเฉพาะเจาะจงแต่กับเซลล์ไขมันเท่านั้น ซึ่งจะทำให้ก้อนไขมันกลายมาเป็นของเหลว และถูกขับออกจากร่างกาย

ข้อดีของการรักษาด้วยการสลายไขมันจากภายนอก (External Lipolysis)

ไม่เจ็บ Non–invasive procedure

ไม่เสียเวลามากในการทำการรักษาแต่ละครั้ง

สามารถรักษาได้ผลดีในความผิดปรกติไม่มาก

ช่วยเสริมสร้างการรักษาจากวิธีอื่นๆ ข้อเสียของการรักษาด้วยการสลายไขมันจากภายนอก

ไม่สามารถประเมินผลลัพธ์ได้ชัดเจนในแต่ละครั้งของการรักษา

ต้องทำซ้ำหลายๆ ครั้ง ทำให้ต้องเสียเวลา

ค่าใช้จ่ายกับผลลัพธ์ที่ได้อาจจะไม่สมดุลกัน

4. Internal Lipolysis (การสลายไขมันจากภายใน)

เป็นการสลายไขมันโดยใช้วิธีการศัลยกรรม ซึ่งใช้เครื่องมือช่วยในการสลายเซลล์ไขมันโดยตรงก่อนแล้วจึงดูดไขมันส่วนที่ถูกสลายออกภายนอกหรืออาจจะปล่อยให้ร่างกายกำจัดออกเองในกรณีที่ไม่มาก วิธีนี้สามารถคาดคะเนได้แน่นอนแม่นยำกว่า สามารถทำในครั้งเดียว เครื่องมือที่ใช้มีหลายชนิด เช่น Ultra sound Assisted Liposuction (Vaser Liposelection), Vibration Assisted Liposuction, Nd-Yag Laser Assisted Liposuction, Diod Laser Assisted Liposuction, RF Assisted Liposuction

ข้อดีของการใช้เครื่องมือที่ช่วยทำลายเซลล์ไขมันโดยตรง และดูดไขมันส่วนที่เป็นของเหลวออกมาในคราวเดียวกัน สามารถประเมิน คาดคะเนผลลัพธ์ได้แม่นยำมากขึ้น และสามารถรักษาได้ในครั้งเดียว

ข้อเสียต้องรักษาด้วยแพทย์ที่ได้รับการฝึกอบรมมีความชำนาญ คนไข้ต้องมีการเตรียมตัว ตรวจร่างกาย งดยาที่จะทำให้การแข็งตัวของเลือดช้า หรือมีข้อห้ามในการรักษาในโรคบางชนิด มีระยะเวลาในการพักฟื้นอาการบวมช้ำด้วยสำหรับในการรักษาต้นขาที่ไม่สมส่วน ซึ่งเกิดจากมีไขมันสะสมที่มากเกินบางครั้งอาจจะมีผิวหนังหย่อนคล้อยโดยเฉพาะบริเวณขาหนีบ ก้นย้อย หรือมีเซลลูไลท์ บริเวณด้านหลังของต้นขา การรักษาที่ได้ผลดี และรวดเร็วควรจะเป็นการรักษาแบบผสมผสานจากวิธีการหลากหลายซึ่งขึ้นอยู่กับการพิจารณา และประสบการณ์ของแพทย์แต่ละท่าน

การใช้วิธีการดูดไขมัน

ปรับสัดส่วน (Liposuction) ควรจะเป็นวิธีการแรกโดยใช้เวลา 1-2 ชั่วโมง ก็จะได้สัดส่วนของต้นขาตามที่ต้องการ (สำหรับสาวๆ ที่ใจร้อน) หลังจากนั้นเพื่อให้ระยะการพักฟื้นเร็วขึ้น และเพิ่มผลลัพธ์ให้ผิวกระชับ ลดเซลลูไลท์ แนะนำให้รักษาด้วยการใช้เครื่อง Vacuum เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการลดอาการบวม ลดภาวะเซลลูไลท์ และในเวลาเดียวกัน ถ้าใช้คลื่น RF ร่วมด้วยเพื่อเพิ่มการกระชับของผิวหนัง Ultrasound เพื่อลดความบวมไปในคราวเดียวกันก็จะทำให้ต้นขาเรียว กระชับได้อย่างรวดเร็ว

เพิ่มการดูแลเพื่อผลลัพธ์ที่น่าพอใจ

เมื่อไขมันโดนกำจัดออกไปจากชั้นผิวหนังแล้ว ผิวบริเวณนี้จะก่อเกิดการเหี่ยวเหมือนลูกโป่งที่ถูกปล่อยลมออกไป ยิ่งผู้ที่มีไขมันสะสมปนอยู่กับเซลลูไลท์ด้วยแล้ว ยิ่งต้องดูแลตัวเองทวีคูณเพิ่มขึ้นอีก หลักการง่ายๆ ที่สามารถทำได้คือการออกกำลังกาย ไม่ว่าจะเป็นการซิตอัพเฉพาะส่วน หรือปั่นจักรยาน ฯลฯ เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อกลับมาแข็งแรง แต่ในกรณีผู้ที่ไม่อยากออกแรง เสียเหงื่อนั้นก็มีตัวช่วยอย่างอื่นที่สามารถทดแทนกันได้ที่เรียกว่า Muscle Vibration เป็นการส่งคลื่นความถี่เข้าไปกระตุ้นกล้ามเนื้อจากที่มีความหย่อนให้กลับมาเข้าที่ได้เร็วขึ้น รวมทั้งมีการส่งสัญญาณเข้าไปที่ผิวให้ผลิตคอลลาเจน และอีลาสตินเพิ่มขึ้น เพื่อช่วยให้ผิวกลับมาเต่งตึงเช่นเดิม แต่ไม่ได้มีส่วนช่วยในการเผาผลาญแคลลอรี่ภายในร่างกายแต่อย่างใด หลากหลายวิธีนี้ถือเป็นทางเลือกที่นำมาให้ข้อมูลเพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่อยากมีตัวช่วยเรื่องการลดต้นขาแต่อย่างไรก็ตามควรพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อน เพื่อเป็นการรักษาได้อย่างถูกจุด และปลอดภัยต่อตัวผู้รักษาเอง

EXPERT SAYS :

นพ.ธนวรรฒน์ โชติมา

ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากทีเอ็นซี ศัลยกรรมความงาม (ทีเอ็นซี คลินิก)

คนที่มีต้นขาใหญ่นั้นเกิดจากพันธุกรรม ไม่ได้เป็นผลมาจากการรับประทานอาหารเข้าไปแล้วเกิดการสะสมของไขมันในส่วนนั้นโดยตรงเพราะส่วนใหญ่แล้วมักจะไปสะสมในบริเวณหน้าท้องเสียมากกว่า ในบางรายผู้ที่เข้ามาดูแลจะประสบปัญหาทั้งไขมันและเซลลูไลท์หลังการรักษานั้นจะพบว่า ผิวหนังอาจเกิดการหย่อนคล้อยได้จึงจำเป็นจะต้องมีการปรับปรุงผิวหนังโดยการใช้โปรแกรมที่ทำงานด้วยคลื่นวิทยุ Vacuum Ultrasound เข้ามาช่วย เพื่อสร้างความกระชับเต่งตึง และลดผิวที่ขรุขระลงได้ การรักษาที่ได้ผลดีเป็นการรักษาแบบผสมผสานระหว่างศัลยกรรรม (การดูดไขมัน) บวกกับการใช้เครื่องมือที่เหมาะสม หากผู้ที่ต้องการเข้ารับการรักษานั้น ควรมาปรึกษาแพทย์ผู้มีประสบการณ์ก่อน โดยแพทย์จะเป็นผู้วินิจฉัยว่าจะเลือกใช้วิธีการใดจึงจะเหมาะสม ซึ่งขึ้นอยู่กับปัญหาผิวบริเวณนั้นด้วย