Oops! It appears that you have disabled your Javascript. In order for you to see this page as it is meant to appear, we ask that you please re-enable your Javascript!

Cosmetic Body & Weight

The Menopause Age

เรียนรู้ชีวิตแห่งวัยทอง

Body-&-Weight-42_open

เมื่อเข้าสู่วัยที่เพิ่มมากขึ้นสภาพร่างกายก็เริ่มถดถอยลง ยิ่งต้องหมั่นคอยดูแลร่างกายอยู่เป็นประจำ อีกทั้งประกอบกับสภาวะแวดล้อมต่างๆ เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวฝนตก เครียดเรื่องงาน ชีวิตสารพันปัญหาจิปาถะที่คอยกวนใจให้ระดับอารมณ์ทะยานสูงขึ้นได้ง่ายๆ ยิ่งถ้าตกอยู่ในกลุ่มวัยทองด้วยแล้ว มักพูดกันว่าจะเป็นช่วงวัยที่มีภาวะการเปลี่ยนแปลง ค่อนข้างมากทั้งกายและจิตใจ โดยบางคนก็เป็นกังวลกันมากว่าจะประคองตัวอย่างไรหากถึงจุดๆ นี้ คอลัมน์นี้จึงมีมาฝากกันให้ได้ติดตาม

รู้ได้ไงว่าวัยทองมาเยือน

ผู้หญิงที่เข้าสู่วัยทองนั้นสามารถสังเกตได้จากอาการหมดประจำเดือน ซึ่งมีสาเหตุมาจากรังไข่มีการทำงานน้อยลง ส่งผลให้บางท่านอาจจะมีความแปรปรวนของประจำเดือน อายุเฉลี่ยของผู้หญิงที่เข้าสู่วัยทอง คือประมาณ 50 ปี อาจช้าหรือเร็วกว่านี้ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น กรรมพันธุ์ และการบริโภคอาหาร ในกรณีผู้ที่บริโภคอาหารที่มีแคลอรี่สูงอาจจะหมดประจำเดือนช้า หรือผู้ที่มีการผ่าตัดนำมดลูกออก และผู้ที่เป็นโรคแพ้ภูมิคุ้มกันตัวเอง จะส่งผลกระทบให้มีการหมดประจำเดือนที่เร็วขึ้น

หมดเร็วหรือช้า อันตรายแค่ไหน ?

หากมีอาการหมดประจำเดือนเร็วก่อนอายุ 40 ปี ถือว่าผิดปกติ ควรหาสาเหตุว่ามาจากเรื่องใดซึ่งบางครั้งผู้ป่วย ไม่ทราบมาก่อนว่าตนเป็นโรคใดอยู่ อย่างเช่นโรคแพ้ภูมิคุ้มกันตัวเอง (โรคเอสแอลอี) ซึ่งต้องมีการรักษาเฉพาะโรคภาวะที่หมดประจำเดือนนี้ฮอร์โมนเอสโตรเจนซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิงจะลดลง อาจส่งผลให้ผิวหนังเหี่ยวย่น มีปัญหาคลอเรสเตอรอล

เพิ่มมากขึ้น ทั้งเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน และพบภาวะช่องคลอดแห้งหรือปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ได้

เมื่อฮอร์โมนเอสโตรเจนเปลี่ยนผู้หญิงเราดูแลอย่างไร ?

ผลจากการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนในเพศหญิงนั้นย่อมส่งผลต่อกระบวนการภายในร่างกาย และจิตใจตามธรรมชาติอยู่แล้ว ซึ่งอาการจะมีมากน้อยแตกต่างกันในแต่ละคนไป เมื่อระดับฮอร์โมนลดลงจะทำให้เกิดอาการหลายอย่าง ผิวหนังเกิดการเหี่ยวย่น คล้ำลง และมีจุดสีแดงๆ ใต้ผิวหนังเล็บเปราะฉีกขาดง่าย ผมหงอก ผมร่วง พบภาวะการฝ่อเหี่ยวของเนื้อเยื่อทางเดินปัสสาวะ และระบบสืบพันธุ์ส่งผลให้ช่องคลอดแห้งเจ็บแสบขณะมีเพศสัมพันธ์ รวมถึงหูรูดกระเพาะปัสสาวะหย่อนจนทำให้ไม่สามารถกลั้นปัสสาวะได้เมื่อเวลาไอ จาม ส่งผลให้เกิดภาวะกระดูกพรุน โรคหัวใจขาดเลือด และโรคความจำเสื่อม (อัลไซเมอร์) ได้ในอนาคต

อารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย ทำยังไงดี ?

อาการของผู้ที่ขาดฮอร์โมนมักจะเกิดในช่วงสั้นๆ และมักเกิดหลังจากหมดประจำเดือนใหม่ๆ อาการส่วนใหญ่ที่พบ ได้แก่ อาการร้อนวูบวาบ นอนไม่หลับ รู้สึกเบื่อหน่าย ใจสั่น เหนื่อยง่าย อารมณ์แปรปรวน อาจหงุดหงิดหรือซึมเศร้า ขี้น้อยใจง่าย รวมทั้งสมาธิ และความจำจะเสื่อมลง โดยคนรอบข้างควรเข้าใจเพราะเป็นช่วงที่ฮอร์โมนเปลี่ยนอาจจะเกิดการหงุดหงิดเครียดหรือบางกลุ่มจะมีปัญหาด้านจิตใจจนถึงขั้นต้องพบจิตแพทย์เลยก็มี ทางแพทย์จึงขอแนะนำให้หันมาออกกำลังกาย สำหรับผู้ที่มีอาการมากอาจจะต้องใช้การรักษาด้วยฮอร์โมนเข้ามาช่วย เพราะอาการที่เกิดขึ้น เกิดจากฮอร์โมนเพศที่ลดลงซึ่งแพทย์จะเป็นผู้ประเมินว่า คนนั้นจำเป็นต้องใช้ฮอร์โมนหรือไม่ หากรับประทานฮอร์โมนเข้าไปแล้วอาการเหล่านี้ก็จะทุเลาลงได้ อย่างไรก็ตามการใช้ฮอร์โมนอาจเพิ่มความเสี่ยงของโรคมะเร็งเต้านมได้

ภาวะช่องคลอดแห้ง เจ็บขณะมีเพศสัมพันธ์

ปัญหาของหญิงวัยทอง เนื่องจากเนื้อเยื่อของช่องคลอดและกระเพาะปัสสาวะฝ่อตัวลงทำให้เกิดอาการข้างต้นนี้ได้ และหากมีข้อห้ามในการรับประทานฮอร์โมนทดแทน หรือผู้ป่วยไม่อยากจะรับความเสี่ยงจากการให้ฮอร์โมนในรูปแบบรับประทานก็สามารถใช้ฮอร์โมนเอสโตรเจนชนิดทาหรือเหน็บช่องคลอดได้ โดยระดับยาในเลือดจะมีน้อยกว่าชนิดรับประทาน 1 ใน 4 แต่จะให้ผลดีต่อช่องคลอดมากกว่าชนิดรับประทาน 4 เท่า ในการใช้ยาครั้งแรกให้ใช้ทุกวัน  หลังจากนั้นให้ใช้อาทิตย์ละ 2-3 ครั้งนาน  3-6 เดือน นอกจากนี้การใช้สารหล่อลื่นยังช่วยให้ขณะมีเพศสัมพันธ์ลดภาวะการเสียดสี อาการเจ็บของอวัยวะเพศได้อีกวิธีหนึ่ง

การใช้ฮอร์โมนจำเป็นมากน้อยเพียงใด ?

แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาว่าการให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนจำเป็นต่อคนไข้แต่ละรายหรือไม่     ซึ่งจะใช้ก็ต่อเมื่อมีอาการของ การขาดฮอร์โมนในระดับกลางถึงมาก ถ้ามีอาการเพียงเล็กน้อยการปรับเปลี่ยนวิถีการดำรงชีวิต การบำบัดจิตใจรวมถึงการควบคุมอาหารก็สามารถบรรเทาอาการเหล่านี้ได้ โดยเริ่มแรกแพทย์จะซักประวัติและตรวจร่างกายก่อนว่ามีข้อบ่งชี้ของการใช้ฮอร์โมนหรือไม่จำเป็นต้องใช้ฮอร์โมนมากน้อยเพียงใด โดยในการใช้นั้นมีหลายรูปแบบขึ้นกับลักษณะของคนไข้แต่ละคน ส่วนใหญ่แพทย์มักจะแนะนำให้คนไข้ใช้ฮอร์โมนในรูปแบบรับประทานเพราะใช้ได้ง่าย แต่รูปแบบนี้อาจส่งผลให้ผู้ที่เคยมีอาการปวดศีรษะไมเกรนมีอาการปวดบ่อยมากขึ้นได้อีกรูปแบบหนึ่ง คือการใช้ฮอร์โมนรูปแบบเจลครีมหรือแผ่นแปะผิวหนัง วิธีนี้ดีกว่าการรับประทานตรงที่ตัวยาจะค่อยๆ ซึมเข้าสู่กระแสเลือดทำให้ระดับยาในกระแสเลือดค่อนข้างคงที่ การให้ฮอร์โมนรูปแบบผ่านทางผิวหนังนี้ห้ามใช้ตรงบริเวณเต้านม เพราะส่วนนี้จะตอบสนองต่อตัวฮอร์โมนค่อนข้างมากอาจกระตุ้นเต้านมได้ ผู้ที่เหมาะจะใช้ฮอร์โมนผ่านทางผิวหนัง เช่น คนที่มีอาการปวดศีรษะไมเกรนมาก่อน ผู้ที่มีการทำงานของตับผิดปกติ เป็นต้น

ปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนว่าการใช้ฮอร์โมนต้องใช้ระยะเวลานานเท่าใด ซึ่งจะขึ้นอยู่กับคนไข้แต่ละคน โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินว่าคนไข้ยังจำเป็นต้องใช้ฮอร์โมนต่ออีกหรือไม่ เมื่อเริ่มใช้ฮอร์โมนแพทย์จะมีการนัดติดตามผลของการรักษา และประเมินผลข้างเคียงของการใช้ฮอร์โมนทุก 3–6 เดือน รวมทั้งแนะนำให้เอ็กซเรย์เต้านมทุกปี เพื่อประเมิน

ว่ามีภาวะเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านมหรือไม่ ผู้ที่เริ่มใช้ฮอร์โมนในช่วงแรกอาจพบปัญหาของการมีเลือดออกกะปริดกะปรอยทางช่องคลอดได้ อย่างไรก็ตามอาการนี้จะดีหลังจากใช้ฮอร์โมนไปสักระยะหนึ่ง เนื่องจากการใช้ฮอร์โมนทดแทนมีทั้งข้อดี และข้อเสีย ดังนั้นคนไข้ไม่ควรซื้อยาฮอร์โมนมาใช้เอง ควรปรึกษาแพทย์เสียก่อนเพื่อความปลอดภัย 

คุมน้ำหนักแบบเอาอยู่ ง่ายๆ เพียงปลายนิ้ว !

ด้วยอายุที่เพิ่มมากขึ้นการเผาพลาญร่างกายย่อมลดลงตามระบบกลไกของร่างกาย ซึ่งการมีน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น ในช่วงหมดประจำเดือนจึงเป็นสิ่งที่สังเกตเห็นได้ชัดเจนโดยเฉพาะบริเวณส่วนกลางลำตัวโดยพบว่า มีรูปร่างเป็นทรงลูกแพร รวมถึงมีรอบเอวที่เพิ่มตามมา ซึ่งไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะด้านความงามเพียงอย่างเดียว แต่เป็นปัญหาเรื่องของสุขภาพ ด้วยจึงควรที่จะควบคุมน้ำหนักให้มีมาตรฐาน เพราะหากปล่อยให้น้ำหนักล่วงเกินต่อไปจะยิ่งส่งผลต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนได้ง่าย จึงสรรหาวิธีที่จะให้หญิงวัยทองมีการดูแลตัวเองเพิ่มมากขึ้น

การบริโภคอาหาร ควรหลีกเลี่ยงจำพวกอาหารที่มีกรดไขมันอิ่มตัว เช่น ประเภทผัดๆ ทอดๆ หรืออาหารแปรรูป เช่น กุนเชียง เนื้อสัตว์ติดมัน เครื่องในสัตว์ ไข่แดง ทางที่ดีควรเลือกบริโภคเฉพาะอาหารไขมันต่ำ อย่างการเปลี่ยนจากน้ำมัน ปาล์มมาเป็นน้ำมันถั่วเหลืองจะดีกว่า เพื่อลดปริมาณระดับคลอเรสเตอรอลที่ไปสะสมทำให้ระดับไขมันในหลอดเลือดไม่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ควรดูแลกระดูกให้แข็งแรง เพราะช่วงวัยนี้จะมีการเสื่อม และเปราะบางของกระดูกได้ง่าย จึงควรเลือกทานอาหารที่มีแคลเซียมมากขึ้น เช่นจากเดิมเคยดื่มนมถั่วเหลือง แนะนำให้เปลี่ยนมาดื่มนมวัว และควรเป็นชนิดขาดมันเนยจะดีกว่า เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ระดับไขมันในเลือดสูงขึ้น ส่วนในผู้ที่ไม่ทานนมอาจเปลี่ยนมาเป็นโยเกิร์ตไขมันต่ำรสธรรมชาติแทนก็ได้ เมื่อรับประทานอาหารที่มีประโยชน์แคลเซียมสูงจะสามารถช่วยป้องกันการสูญเสียเนื้อกระดูก และช่วยระบบขับถ่ายที่แย่ลงในวัยทองให้กลับมาเป็นปกติได้

การออกกำลังกาย ผู้ที่มีโรคประจำตัวกับผู้ที่มีร่างกายปกตินั้นมีการออกกำลังกายที่แตกต่างกัน หากต้องการควบคุมน้ำหนักพร้อมกับการเผาพลาญแคลอรี่มากๆ จำเป็นต้องออกแรงมาก ซึ่งค่อนข้างเป็นปัญหาแก่ผู้ที่มีีกระดูกพรุนหรือข้อเสื่อม ทางแพทย์จึงแนะนำให้ออกกำลังกายแบบแอโรบิก เล่นกีฬาหรือทำกิจกรรมที่มีความรุนแรงหรือถูกกระทบกระเทือนน้อยเพื่อป้องกันการหักของกระดูก และลดการทำงานของข้อ ซึ่งถ้าจะให้แนะนำกันเลย การออกกำลังกายที่ดี คือการวิ่ง อย่างการจ็อกกิ้ง หรือการเดินเร็วอย่างน้อย 30 นาที/ครั้ง อย่างน้อย 3 ครั้ง/ สัปดาห์ อย่างสม่ำเสมอ และควรเลือกรองเท้าให้เหมาะแก่การวิ่งด้วยเพื่อป้องกันอาการเจ็บบริเวณฝ่าเท้า ไม่ว่าจะเพศใดวัยใดก็ตาม แต่หากออกกำลังกายล้วนเป็นสิ่งที่ดีต่อสุขภาพกาย และใจอย่างแน่นอนซึ่งจะช่วยสร้างความแข็งแรงให้แก่กระดูก ป้องกันโรคกระดูกพรุน ลดภาวะปอดกับหัวใจให้แข็งแรง และป้องกันหัวใจขาดเลือดได้ด้วย 

EXPERT SAYS :

..หญิง ปองรัก บุญญานุรักษ์ 

หัวหน้าหน่วยเวชศาสตร์การเจริญพันธุ์ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า

สำหรับผู้ที่รู้ว่าตัวเองจะเริ่มเข้าสู่วัยทองนั้นจะต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ภาวะนี้ไม่ได้เป็นโรคเป็นเพียงแค่กระบวนการธรรมชาติของร่างกายที่มีอายุเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งจะต้องพยายามปรับสุขภาพจิตให้คงที่ พยายามคิดบวกซึ่งถือว่าสภาพจิตใจมาเป็นอันดับหนึ่งเลยที่จะช่วยให้อาการต่างๆ ทุเลาลงได้ และควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร เน้นรับประทานอาหารที่มีแคลเซียมให้มากขึ้น และลดปริมาณอาหารที่มีคลอเรสเตอรอลลงควบคู่กับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างถูกต้อง และเหมาะสมแก่ร่างกายตนเอง รวมทั้งพักผ่อนให้เพียงพอด้วย

Body-&-Weight-42_open